วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เงินบาท’ วันนี้เปิด’ทรงตัว’ที่33.52บาทต่อดอลลาร์

“กรุงไทย” ชี้ตลาดการเงินเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นหวังการเจรจาสงครามยังเดินหน้าต่อแต่ยังรอติดตามผลประชุมเฟดทำให้เงินบาทงยังแกว่งตังในวงกว้าง มองกรอบเงินบาทวันนี้ที่ 33.45-33.65 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(16มี.ค.) ที่ระดับ 33.52 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.65 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท มองว่า ผู้เล่นในตลาดจะอยู่ในภาวะ wait and see เพื่อรอดูผลการประชุมเฟดไปก่อน ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว sideways ในกรอบที่กว้าง 

ทั้งนี้ เรามองว่า ปัจจัยนโยบายการเงินของเฟด คือ สิ่งที่ตลาดรับรู้ไปมากพอสมควรแล้ว ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าไปมาก แต่ปัจจัยที่อาจกดดันเงินบาทได้อยู่ในระยะสั้น คือ ปัญหาการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโอมิครอนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยผ่านการส่งออกไปจีนและภาคการท่องเที่ยว 

รวมถึง แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงจีนที่รุนแรงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจลดการถือครองสินทรัพย์ในฝั่ง EM Asia ลงด้วย ส่วนปัจจัยสงคราม เรามองว่า ตลาดเริ่มคลายความกังวลมากขึ้น ทำให้หากสถานการณ์สงครามไม่ได้เลวร้ายหรือทวีความรุนแรงมากขึ้น แรงเทขายสินทรัพย์ไทยก็อาจไม่ได้กลับมาเร่งตัวขึ้น จนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าไปมากได้

เรามองว่า แนวต้านของเงินบาทจะอยู่ใกล้โซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไปจะอยู่ที่ 33.75) ซึ่งเริ่มเห็นบรรดาผู้ส่งออกมารอขายเงินดอลลาร์ในช่วงดังกล่าว ส่วนแนวรับสำคัญ จะอยู่ในช่วง 33.20 บาทต่อดอลลาร์โดยฝั่งผู้นำเข้า รวมถึงผู้เล่นที่เป็นบริษัทต่างชาติ ต่างก็รอจังหวะ buy on dip อยู่ในโซนดังกล่าวพอสมควร 

ตลาดการเงินโดยรวมเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางความหวังว่า การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนจะยังคงดำเนินต่อไปและอาจช่วยปูทางไปสู่การยุติสงครามในที่สุด อนึ่ง ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นการประชุมเฟด (ซึ่งจะทราบผลการประชุมในช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสฯ ตามเวลาในประเทศไทย) ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจอยู่ในภาวะ wait and see เพื่อรอดูแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของเฟดไปก่อน 

อย่างไรก็ดี ในฝั่งสหรัฐฯ นอกเหนือจากความหวังการเจรจาสันติภาพ ผู้เล่นในตลาดยังได้คลายกังวลปัญหาเงินเฟ้อลงมาบ้าง หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ขณะเดียวกันดัชนีราคาสินค้าผู้ผลิตพื้นฐาน ( Core PPI) ที่ไม่รวมราคาสินค้ากลุ่มพลังงานและอาหารสด ในเดือนกุมภาพันธ์ ก็ปรับตัวขึ้นเพียง +8.4%y/y ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าและน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนให้นักลงทุนทยอยกลับมา buy on dip หุ้นสหรัฐฯ มากขึ้น หนุนให้ ดัชนีหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นกว่า +2.92% ส่วนดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นราว +2.14% โดยมีแรงกดดันดัชนีบ้างจากแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบย่อลงต่อเนื่อง

ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อยราว -0.08% โดยดัชนีไม่ได้ปรับตัวลงหนัก หลังผู้เล่นบางส่วนยังคงมีความหวังต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งผลให้หุ้นในกลุ่ม Cyclical ที่ปรับตัวลงหนักก่อนหน้า อาทิ หุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มยานยนต์ ทยอยปรับตัวขึ้น อาทิ Daimler +2.3%, BMW +1.2%, Santander +1.0% ทั้งนี้ เราคงแนะนำให้ wait and see รอสัญญาณเชิงเทคนิคัลยืนยันการกลับตัวที่ชัดเจนก่อนเนื่องจากสถานการณ์สงครามและการเจรจาก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

ส่วนทางด้านฝั่งตลาดบอนด์ แนวโน้มเฟดอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อและภาวะทยอยเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด ได้กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 2.15% อย่างไรก็ดี บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัว sideways ใกล้ระดับดังกล่าวไปก่อน จนกว่าจะรับรู้แนวโน้มนโยบายการเงินของเฟดที่ชัดเจนจากการประชุมเฟดในวันพฤหัสฯ นี้ ซึ่งเราคาดว่า หากตลาดเลิกกังวลปัจจัยสงคราม บอนด์ยีลด์ระยะยาวก็จะสามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ต่อเนื่อง จากแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของเฟดโดยเฉพาะการปรับลดงบดุล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของบอนด์ยีลด์ ได้มากกว่าแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากปัจจุบันตลาดได้คาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 6-7 ครั้งในปีนี้  

ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ผันผวนและย่อตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่ลดลง ท่ามกลางการเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดได้กดดันให้เงินดอลลาร์ย่อตัวลง ทว่า เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่เชื่อว่าเฟดจะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) แกว่งตัวใกล้ระดับ 98.92 จุด ซึ่งเรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสที่จะอ่อนค่าลงได้บ้าง หากเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยได้มากถึง 7 ครั้งตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้แต่เงินดอลลาร์จะไม่อ่อนค่าลงไปมาก เพราะตลาดยังคงกังวลปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครนอยู่บ้าง อนึ่ง แนวโน้มเฟดใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น (ซึ่งสะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ) รวมถึง ความหวังต่อการเจรจาสันติภาพ ได้กดดันให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรทองคำ กดดันให้ ราคาทองคำย่อตัวลงใกล้ระดับ1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ผู้เล่นบางส่วนอาจรอจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำ เพื่อรอจังหวะ buy on dip ได้เพราะสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงและผู้เล่นบางส่วนอาจรอลุ้นว่าเฟดอาจไม่ได้ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากเท่าที่ตลาดคาดหวังไว้ 

สำหรับวันนี้ ตลาดจะรอติดตามการเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อย่างใกล้ชิด หลังทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจากันอีกครั้งทว่า การสู้รบก็ยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับการเจรจา ซึ่งเรามองว่าแนวโน้มสถานการณ์สงครามและการเจรจายังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ตลาดการเงินยังมีโอกาสผันผวนสูงต่อไปได้ในระยะสั้นนี้ 

ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ตลาดจะรอจับตาทิศทางการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดค้าปลีก(Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์ โดยตลาดประเมินว่า ยอดค้าปลีกยังสามารถขยายตัวได้ราว 0.4% จากเดือนก่อนหน้า แต่เป็นการชะลอลงมากขึ้นจากเดือนมกราคมที่โตถึง 3.8% จากผลกระทบของราคาสินค้าพลังงานรวมถึงราคาสินค้าอื่นๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งตลาดประเมินว่าผลกระทบจากภาวะสงครามที่เริ่มจะกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้ปรับตัวลดลง อาจกดดันให้การใช้จ่ายของคนอเมริกันชะลอลงมากขึ้นในระยะสั้นได้ ซึ่งภาพเศรษฐกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากสงครามมากขึ้น อาจสร้างความลำบากใจให้กับเฟดในการปรับนโยบายการเงิน

ส่วนไฮไลท์สำคัญของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจะอยู่ที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (ทราบผลการประชุมในเวลา 1.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) โดยเรามองว่า เฟดจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากระดับ 0.00-0.25% สู่ระดับ 0.25-0.50% ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่ตลาดจะรอลุ้นคือประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบายใหม่ของเฟด (Dot Plot) ซึ่งผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ถึง 7 ครั้งในปีนี้ เพื่อควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ตลาดจะรอลุ้นประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งในด้านการเติบโตและอัตราเงินเฟ้อ หลังจากที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้นจากผลกระทบของภาวะสงคราม