วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นอาจมีแกว่งหรือย่อบ้าง แต่ไม่ควรกังวลงบบจ.สหรัฐฯ เกินไป

ตลาดหุ้นสหรัฐ ผันผวนจากผลประกอบการตามที่เราเตือน ดัชนีสำคัญของสหรัฐฯ ปรับลดลงแรงทั้ง DJIA (-1.45%), S&P500 (-2.44%) และ Nasdaq (-3.74%)

สอดคล้องกับที่วานนี้ เราเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังความผันผวนของผลประกอบการหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ที่อาจกระทบกับจิตวิทยาหุ้นที่เกี่ยวข้องในไทย หลังเห็นสัญญาณของราคาหุ้นที่ซื้อขายนอกช่วงเวลาทำการ (after hours) ปรับลดลงแรงหลายตัว โดยเฉพาะ Meta (Facebook) ที่ลดลงแรงกว่า -22% (ปิดทำการ -26.3%) ทำให้ร่วงลงจากหุ้นใหญ่อันดับ 5-6 ของสหรัฐฯ ลงเป็นลำดับที่ 7 แม้สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต่อจิตวิทยาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย จากสหสัมพันธ์ (correlation) ในระดับสูงต่อทั้งดัชนี Nasdaq และ Philadelphia semiconductor Index (SOX) แต่นักลงทุนไม่ควรกังวลเกินไปต่อภาพรวมของการลงทุนหุ้นไทย เนื่องจาก 1) ปัจจัยผลประกอบการข้างต้นเป็นปัจจัยเฉพาะตัวรายบริษัท 2) ภาพรวมการลงทุนในหุ้นไทยยังเน้นการเลือกหุ้นรายตัวได้ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังเปิดเมือง 3) การรายงานผลประกอบการหุ้น Amazon ที่เป็นหุ้นใหญ่ลำดับที่ 4 ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มออกมาดี ซึ่งจะช่วยประคองภาพดัชนีหุ้นสหรัฐฯ
 

 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นมีโอกาสขยับขึ้น แต่จะเริ่มเข้าสู่โซนที่อาจเป็นจุดสูงสุดระยะสั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ทั้งระยะ 2 ปี และ 10 ปี ปรับขึ้นหลังธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% (กรรมการ 5 คนลงมติ 0.25% ขณะที่อีก 4 คน ลงมติให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.50%) เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ และวัฏจักรของการขึ้นดอกเบี้ย สัปดาห์หน้าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่มผลต่อตลาด (คาดเงินเฟ้อ ม.ค. 7.3% เพิ่มขึ้นจาก ธ.ค. ที่ 7.0%) หากเงินเฟ้อต่ำกว่าคาด อาจเป็นการยืนยันเงินเฟ้อขึ้นสู่ระดับสูงสุดแล้ว ขณะที่หากเงินเฟ้อเพิ่มมากกว่าคาด อาจสร้างแรงกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯระยะสั้น (2ปี) ที่เพิ่มขึ้น 1% ใน 4 เดือน สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปแล้วที่ 4 ครั้ง ดังนั้นเรามองการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปี ในระดับ 1.3-1.4% ซึ่งเป็นการสะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยที่ 5 ครั้ง จะเป็นจุดที่ผลตอบแทนพันธบัตรมีโอกาสสูงสุดหรือเริ่มปรับลดลง ซึ่งจะทำให้จิตวิทยาการลงทุนมีโอกาสปรับดีขึ้น

ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง การเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ บวกต่อ CK, STEC, ITD, UNIQ 2) กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ตลาดเก็งกำไรการเข้าสู่ธุรกิจใหม่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิตอล และผลประกอบการปี 2564 ที่น่าจะเห็นการจ่ายปันผลในระดับที่ดี อย่างไรก็ตามยังมีความไม่ชัดเจนของภาพรายได้ปี 2565 อีกมาก การเก็งกำไรจึงควรกำหนจุดตัดขาดทุนทุกครั้ง KGI, ASP, CGH, FSS 3) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่มักจะเคลื่อนไหวได้ดีในภาวะเงินเฟ้อ อีกทั้ง valuation ต่ำ และปันผลสูง ทำให้มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของ LH, SPALI, AP, SC, ASW 4) กลุ่มบันเทิง ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวจากงบโฆษณาที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ บวกต่อ ONEE, BEC, WORK, MONO 5) หุ้นเก็งกำไรทางเทคนิค อาทิ SFT, WFX, CV, UBE, VPO, CPI, TOP, GJS, RAM, IND, MAKRO

 

ภาพรวมกลยุทธ์: แกว่งตัวในกรอบ 1,650-1,680 จุด ยังคงมุมมองความผันผวนจะทยอยลดลงและบรรยากาศลงทุนรวมจะทยอยดีขึ้น แม้จิตวิทยาการลงทุนระยะสั้นอาจผันผวนตามรายงานผลประกอบการของหุ้นรายตัว รวมถึงหุ้นใหญ่ในสหรัฐฯ //หุ้นแนะนำ: WHAUP*, ONEE*, IND*, FORTH*

แนวรับ: 1,650-1,660 / แนวต้าน : 1,680 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

 

ประเด็นการลงทุน

AMATA – เผยแผนการดำเนินธุรกิจปีนี้ วางงบลงทุน 4-5 พันล้านบาท ส่วนใหญ่เพื่อซื้อที่ดินเป็นหลัก วางเป้ายอดขายที่ดินโตกว่า 10%

PTG – วางเป้ารายได้ปี 65 โตไม่ต่ำกว่า 15% ตามปริมาณการขายน้ำมันที่คาดว่าจะเติบโตราว 8-10% หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศดีขึ้น

ECB คงดอกเบี้ยตามคาด – ธนาคารกลางยุโรป มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แม้ว่าเงินเฟ้อของยูโรโซนพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และปรับตัวเหนือเป้าหมาย 2% ขณะเดียวกัน ECB ระบุว่า ทางธนาคารจะยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) วงเงิน 1.85 ล้านล้านยูโรในเดือนมี.ค.

BOE ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด – ธนาคารกลางอังกฤษ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมวันนี้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือนเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบ 30 ปี และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 2 ครั้งติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2547

 

ประเด็นติดตาม: 4 ก.พ. – TH CPI เดือน ม.ค. / 9 ก.พ. – ประชุมกนง. / 10 ก.พ. – US CPI

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)