Sideways เก็งกำไร MINT M NYT (15 ธันวาคม 2564)

Sideways เก็งกำไร MINT M NYT (15 ธันวาคม 2564)

คาดดัชนีฯ Sideways แกว่งตัวในกรอบแคบ แนวต้าน 1635 / 1640 จุด แนวรับ 1625 / 1620 จุด แนะนำเก็งกำไร MINT M NYT ทางเทคนิค มีโมเมนตัมบวก

จากดัชนีฯ วานนี้ปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับ 1618 จุด ก่อนที่จะดีดกลับขึ้นไปปิดที่ 1630 จุด แต่ด้วยวอลุ่มซื้อขายที่ค่อนข้างต่ำ ประกอบกับการรอผลการประชุม FOMC คืนนี้ จะทำให้ดัชนีฯ วันนี้แกว่งตัวในกรอบแคบ ไฮไลท์สำคัญวันนี้ คือ ผลประชุม FOMC ซึ่งจะทราบผลในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี โดยตลาดคาดว่าเฟดจะเร่งลดวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตรจากเดิม 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 สำยพันธุ์โอมิครอน

 

กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ

        KTZ Portfolio: Small Cap (M NYT TPIPL ผลตอบแทน +1% ); Big Cap (GULF RBF CK TCAP JMT CENTEL ADVANC EA GUNKUL MEGA MINT ผลตอบแทน +5.9%)

       +กลุ่มอิงการบริโภคในประเทศ: กลุ่มบัตรเครดิต KTC AEONTS กลุ่มพาณิชย์ CRC CPN และสินค้าต่าง ๆ SIS SYNEX CPW SPVI COM7

       +กลุ่มเช่าซื้อและจำนำทะเบียนรถ: MTC SAWAD THANI TIDLOR ASK

 

ปัจจัยบวก

       +Thailand: World Bank ประจำประเทศไทย ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2022E เป็น 3.9% จากเดิม 3.6% ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากปี2021 ที่คาดว่าจะเติบโตได้ราว 1% ก่อนที่ปี 2023 จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 4.3% ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้

 

ปัจจัยลบ

        -Omicron: WHO กล่าวว่า COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน กำลังแพร่ระบาดในอัตราที่รวดเร็วกว่าไวรัสสายพันธุ์อื่น และมีแนวโน้มที่จะระบาดไปยังทุกประเทศทั่วโลก หลังจากแพร่ระบาดไปแล้ว 70 ประเทศ

        -Interest Rate Risks: FED มีโอกาสสูงที่จะลดวงเงินซื้อพันธบัตรและ MBS จากปัจจุบัน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการประชุม FOMC วันที่ 15 – 16 ธ.ค.

       -ADB: ประกาศลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียในปีนี้และปีหน้า เพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่มีสาเหตุมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน

 

 

 

 

ประเด็นที่ต้องติดตาม

      - Opportunity Day: SSP AIMCG SCN NWR PROEN 

      - ตัวเศรษฐกิจสำคัญของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม อัตราการว่างงาน และดัชนีราคาบ้าน ประจำเดือน พ.ย.

      - ตัวเลขเงินเฟ้อของ UK ประจำเดือน พ.ย. โดย Consensus คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นจาก 4.2% เป็น 4.7%

      - ตัวเลขสำคัญจากทางสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. และสต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์

      - การประชุม FOMC โดย Consensus คาดเฟดคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม 0 – 0.25% แต่เพิ่มการลดวงเงิน QE จาก 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

+/-Global Market Summary: วันทำการที่ผ่านมา

+ ตลาดหุ้นไทยพลิกกลับมาปิดบวก: ดัชนีตลาดฯ เปิดลบในช่วงเช้า ก่อนจะได้แรงซื้อหนุนดัชนีฯ ให้กลับมาปิดที่ 1630.64 จุด +4.81 จุด มูลค่าซื้อขำย 6.9 หมื่นล้านบาท นำบวกโดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ +2.61% ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ +1.99% พลังงานและสาธารณูปโภค +0.29% เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร +0.60% หุ้นบวก >4% JAS IVL BWG NEX TPS BYD ETC MGT GJS JSP APP PDJ TEAM FPI หุ้นลบ > 4% B IIG WIN ARIP PCSGH GSC

 

 

- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ: DJIA -0.30% S&P500 -0.75% NASDAQ -1.14% เป็นผลจากตัวเลข PPI เดือน พ.ย. ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ +9.6% YoY (Vs คาด +9.2% YoY และเดือน ต.ค. +8.8% YoY) และกังวลว่าเฟดจะเร่งลดทำ QE ในการประชุมคืนนี้ ส่วนตลาดหุ้นยุโรปปิดลบต่อเนื่อง DAX -1.08% CAC40 -0.69% FTSE -0.18% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ และกลุ่ม Healthcare หลังนักลงทุนรอคอยความชัดเจนการประชุม FOMC รวมถึง ECB และ BOE ในวันพรุ่งนี้

- น้ำมันดิบและทองคำปิดลบ: WTI -56 เซนต์ ปิดที่ USD70.73/บาร์เรล Brent -69 เซนต์ ปิดที่ USD73.70/บำร์เรล จากความกังวลว่าโอมิครอนจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัว อุปสงค์พลังงาน ส่วนทองคำปิดร่วงลง -USD16 ปิดที่ USD1,772.30/ออนซ์ หลังนักลงทุนกังวลต่อการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ คืนนี้

 

ประเด็นสำคัญ

- Oil: IEA เปิดเผยว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญกับภาวะน้ำมันล้นตลาด โดยคาดว่าจะมีน้ำมันส่วนเกิน 1.7 ล้านบาร์เรล ในช่วงต้นปีหน้า เพราะอุปทำนน้ำมันปรับสูงขึ้น จากการเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ สหรัฐฯ แคนาดา บราซิล และการระบายน้ำมันจากคลังสำรองของชาติต่าง ๆ ขณะที่อุปสงค์ลดลง จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน

- USA: ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 9.6% YoY ในเดือน พ.ย. สูงสุดนับตั้งแต่ที่มีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในเดือน พ.ย. 2009 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 9.2% YoY หลังจากดีดตัวขึ้น 8.8% YoY ในเดือน ต.ค. กดดันให้เฟดเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น

+ COVID-19: บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์ขั้นสุดท้ายยืนยันว่า ยาแพกซ์โลวิด ของทางบริษัทสามารถลดความเสี่ยงของผู้ป่วย COVID-19 ในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ถึง 89% ซึ่งผลการวิเคราะห์ดังกล่าวมาจากการทดลองเพิ่มเติมกับอาสาสมัครอีก 1,000 ราย โดยไม่มีผู้ที่เสียชีวิตจากกลุ่มที่ได้รับยาแพกซ์โลวิด ส่วนกลุ่มผู้ที่ได้รับยาหลอกมีผู้เสียชีวิตจำนวน 12 ราย

 

กลยุทธ์การลงทุน: แนะนำ Trading Buy (โดยมีจุดขายตัดขาดทุน 3%)

หุ้นแนะนำรายสัปดาห์: TCAP ADVANC CK

หุ้นแนะนำเก็งกำไร: MINT M NYT

Derivatives: แนะถือ Long S50Z21 รอทำกำไรตามเป้า (ติดตามรายละเอียดเพิ่มใน KTZ-D Report)