พนักงานธนาคารพาณิชย์ เริ่มตั้งแต่เสมียน พอเกษียณก็ออกมาเป็น SMEs เข้าใจชีวิตของพนักงานชั้นผู้น้อยที่อยู่ตามสาขา และความยากลำบากของผู้ประกอบการ SMEs ที่เกี่ยวข้องกับสาขาธนาคารพาณิชย์
ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2562 ถึงเดือน ก.ย.2564 ธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีการปรับลดสาขามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดลงมากที่สุด 201 สาขา จาก 1,034 สาขา เหลือ 833 สาขา ธนาคารกรุงไทย ลดลง 79 สาขา จาก 1,105 สาขา เหลือ 1,026 สาขา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับลดลง 37 สาขา จาก 703 สาขา เหลือ 666 สาขา
ธนาคารกสิกรไทย ลดลง 31 สาขา จาก 894 สาขา เหลือ 863 สาขา ธนาคารกรุงเทพ ลดลง 30 สาขา จาก 1,148 สาขา เหลือ 1,118 สาขา ธนาคารทหารไทยธนชาติ (ทีทีบี) มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นจากการควบรวมกิจการ สาขาเพิ่มขึ้น 252 สาขา จาก 401 สาขา เป็น 653 สาขา
ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ในไตรมาส 3/2564 มีกำไรสุทธิ 3.85 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 45.1% เนื่องจากธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 6% สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองที่ลดลง และส่วนหนึ่งยังมาจากการปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนของกิจการสาขาและค่าใช้จ่ายด้านพนักงานด้วย
ธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงมีนโยบายปรับลดสาขาต่อไป โดยอ้างเหตุผลว่า พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปใช้ออนไลน์มากขึ้น การปรับลดสาขาจะช่วยลดต้นทุนปัจจุบันจำนวนบัญชีโมบายแบงกิ้ง สูงกว่าจำนวนประชากรแล้ว เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จำนวนพนักงานต้องถูกปรับลดลง และถูกปรับเปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่นที่มีความซับช้อนมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี ทำให้พนักงานธนาคารพาณิชย์ที่ปรับตัวไม่ทัน ต้องลาออกจากงานเป็นจำนวนมาก บางธนาคารมีโครงการ Early Retire ให้พนักงานลาออกเพื่อไปประกอบอาชีพอื่น พนักงานธนาคารส่วนใหญ่ที่ทำงานกับธนาคารมานาน เป็นพวก Assembly Line เมื่อออกจากงานไปแล้วมักไม่คอยประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นประกอบอาชีพใหม่ เพราะก่อนออกจากงาน ธนาคารไม่มีโครงการพัฒนาพนักงานเพื่อเตรียมตัว เหมือนโครงการพัฒนาลูกค้า ขอให้พ้นไปจากธนาคารเพื่อลดค่าใช้จ่าย ทำให้บาลานซ์ชีทดีขึ้น การปิดสาขายังทำให้ธนาคารมีรายได้จากการขายทรัพย์สิน เพราะที่ตั้งสาขาธนาคารพาณิชย์ที่เป็นกรรมสิทธ์ของธนาคารมักอยู่ในทำเลทีดี มีสภาพคล่องและราคาสูง
พนักงานธนาคารพาณิชย์ในยุค Digital Banking จะต้องเก่งทุกทาง ทั้งต้องทำงานในหน้าที่ ต้องเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ประกันและหน่วยลงทุนกองทุนรวม และมีความสามารถในการขายให้กับลูกค้า ข่าวที่ได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์ที่สะท้อนถึงความรู้สึกของชีวิตพนักงานธนาคารในยุคปัจจุบัน คือการที่สาวแบงก์แห่งหนึ่งใส่ชุดพนักงานแบงก์ออกมาโพสต์ระบายความในใจที่ถูกกดดันให้ขายประกันชีวิตให้ได้ตามเป้าหมาย หากขายไม่ได้ก็ต้องหาญาติมิตรมาซื้อประกันเอง การปิดสาขาที่เป็นช่องทางที่สามารถพบปะกับลูกค้าเสนอขายผลิตภัณฑ์ และการออกไปพบปะลูกค้าในช่วงที่โควิดระบาดจึงเป็นงานที่ยากลำบากมาก
นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสถาบันการเงิน 2 ธปท. กล่าวว่า ธปท. ให้ความสำคัญและส่งเสริมให้ผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่ง ในการยกระดับธรรมาภิบาลของการเสนอขายผลิตภัณฑ์และให้บริการแก่ลูกค้า โดยเฉพาะการขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยมีการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Mareket Conduct) และกำกับดูแลอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2561 โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนแบงก์พาณิชย์ต้องไม่กำหนดเป็นตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ที่ให้น้ำหนักเป้าการขายผลิตภัณฑ์ หรือกดดันพนักงาน จนนำไปสู่การเสนอขายที่ขาดคุณภาพและขาดความรับผิดชอบต่อลูกค้า รวมทั้งต้องนำข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับขายมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาค่าตอบแทนด้วย
จากประสบการณ์ในการดูแลสาขาของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ยอมรับว่างานขายประกันเป็นงานที่ยาก ต้องมีหลักเกณฑ์การวัดที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ผู้กำหนดนโยบายต้องเข้าใจพื้นฐานของพนักงานแต่ละคน ไม่ใช่สั่งงานจากห้องแอร์ที่กรุงเทพ แล้วติดตามผลเพียงอย่างเดียว ต้องนั่งอยู่ในใจพนักงานด้วย การประเมินผลแบบฝรั่ง อาจจะไม่เพียงพอ หลายปีที่ผมรับผิดชอบงานด้านนี้ สามารถบรรจุเป้าหมายได้โดยพนักงานยังคงมีความสุข
ผมเคยเป็นพนักงานธนาคารพาณิชย์ เริ่มตั้งแต่เสมียน พอเกษียณก็ออกมาเป็น SMEs เข้าใจชีวิตของพนักงานชั้นผู้น้อยที่อยู่ตามสาขา และความยากลำบากของผู้ประกอบการ SMEs ที่เกี่ยวข้องกับสาขาธนาคารพาณิชย์พอสมควร
ยังมีรายละเอียดที่นำเสนอในตอนต่อไปครับ......





