หุ้นยุโรปและสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัว หลังตลาดปรับลดลงสะท้อนความเสี่ยงโควิดสายพันธ์ใหม่ (Omicron) ไประดับหนึ่ง
ขณะที่ตลาดตอบรับเชิงบวกจากประเด็นที่ประธานาธิปดีไบเดน ยืนยันจะไม่มีการระงับการเดินทาง หรือปิดเมือง เราคาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ สถานการณ์ต่างๆจะมีความชัดเจนมากขึ้นเนื่องจาก 1) ผู้ป่วยที่ถูกตรวจพบจะได้รับการรักษา (ปกติ 14 วัน) และจะทราบชัดขึ้นเกี่ยวกับความรุนแรง 2) บริษัทวัคซีนและยา จะรายงานผลการทดสอบถึงประสิทธิภาพของวัคซีน ยา และชุดตรวจจับในปัจจุบันสามารถใช้ได้หรือต้องปรับปรุง 3) เราจะทราบสถานการณ์แพร่ระบาดชัด ซึ่งปัจจุบันมีการรายงานตรวจพบและต้องสงสัยใน 14 ประเทศ
โอกาสทยอยสะสมหุ้นบริโภค และลดน้ำหนักหุ้นได้ผลดีจากโควิด แม้เรายังมีข้อมูลที่จำกัดเกี่ยวกับความรุนแรงของสายพันธ์ใหม่ แต่แนวทางแก้ปัญหาที่ทั่วโลกใช้คือการพยายามเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจภายในและป้องกันความเสี่ยงจากภายนอกไม่ให้เข้ามากระทบกับการฟื้นตัว ดังนั้นเราคงมุมมองโควิดสายพันธ์ใหม่จะมีผลกระทบปิดเมืองจำกัด แต่จะกระทบมากกับหุ้นที่คาดหวังการฟื้นตัวจากการเปิดประเทศหรือการมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด มีแนวโน้มจะทำให้การเปิดเมืองอาจล่าช้าไปกว่าที่คาดการณ์กัน // ในสถานการณ์ที่มีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการระบาด เราคาดหุ้นที่ได้รับผลดีอาทิ กลุ่มการแพทย์, เครื่องมือพืย์ และถุงมือยาง มีโอกาสฟื้นตัวได้ดีหลังหุ้นหลายตัวปรับลด 20-30% อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวหรือปรับขึ้นในรอบนี้ เรามองเป็นโอกาสทยอยลดน้ำหนักจากผลประกอบการในอยาคตที่น่าจะเริ่มทยอยลดลงและกลับสู่ปกติใน 3-4 ไตรมาสหน้า
ธีมการลงทุนระยะสั้น 1) พลังงานทดแทนและรถไฟฟ้ารับ COP26 ดีกับ EA, NEX, SUPER 2) กลุ่มโภคภัณฑ์ป้องกันเงินเฟ้อ PTTEP, PTTGC, IVL, TOP 3) ผลตอบแทนพันธบัตรขยับขึ้น ซึ่งบวกกับกลุ่มธนาคารและประกัน อาทิ BBL, KBANK, SCB, TIPH 4) หุ้นบริโภคในประเทศ CPN, CRC, CPALL, MAKRO 5) เรามองทยอยสะสม สื่อสาร สาธารณูปโภค ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART, GULF, GPSC, EGCO, RATCH, EASTW, WHAUP, TTW 6) ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ได้แก่ SPALI, QH, PSH, ORI, LPN, LH, AP (ตามลำดับ) 7) ความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน หนุนการย้ายฐานผลิตมาไทย บวกกับ AMATA, WHA, ROJNA, CCET, SMT 8) กลุ่มการเงินหรือ IPO ที่ยังขึ้นน้อย IFS, PIN, ONEE, CV, UBE, DMT, ASW 9) เก็งกำไรแบบมีตัดขาดทุน กลุ่มได้ประโยชน์จากโควิด BCH, CHG, STA, STGT, SMD, WINMED (ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ หรือเมื่อความรุนแรงของโอไมครอนชัดเจน)
ภาพรวมกลยุทธ์: มีแนวโน้มผันผวนทางลงจากความกังวลโควิดสายพันธ์ใหม่ ซึ่งเรามองจะกระทบการฟื้นตัวของหุ้นท่องเที่ยวและกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากต่างชาติ ขณะที่กระทบจำกัดต่อหุ้นในธีมเปิดเมือง การปรับลงเป็นโอกาสเลือกซื้อ //หุ้นแนะนำ: FSMART*, CPN*, ADVANC*
แนวรับ: 1,570-1,580 / แนวต้าน : 1,600-1,605 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
สศช.เผย 5 แผนรับมือสายพันธุ์ ใหม่ – สศช.เผยรัฐบาลเตรียม 5 มาตรการรับมือ "โอไมครอน" ปรับแผนรับคนเข้าประเทศ เจรจาสัญญาวัคซีน เตรียมยา จัดแผนป้องกันฐานการผลิต ศบศ.ถกฟื้นเศรษฐกิจ 3 ธ.ค.นี้ เคาะวีซ่าระยะยาวดึงท่องเที่ยว กลุ่มรายได้สูง
สะพัดแพ็กเกจอีวีแรง – แพ็กเกจหนุนอีวีแรงทั้งลดภาษีนำเข้า 20-40% กดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% พร้อมให้เงินอุดหนุนสูงสุด 1.5 แสนบาท ก่อนให้ผลิตในประเทศคืนชดเชย 1.5 เท่า ปี 2567
MSCI Rebalancing – สิ้นวัน 30 พ.ย. รอบนี้ไม่มีหุ้นขนาดใหญ่เข้า-ออก แต่ในหุ้นขนาดเล็ก (MSCI Global Small Cap) มีหุ้นเข้า BEC, TIPH, TIDLOR ขณะที่หุ้นออกคือ TKN // ระวังแรงขายทำกำไรของหุ้นที่เข้าคำนวณ ขณะที่หุ้นที่หลุดดัชนีอย่าง TKN การปรับลดลงของราคาหุ้นจะเป็นโอกาสซื้อรับ Turnaround
Opportunity day – 30 พ.ย. – LOXLEY, LEO, NCH, CNT, CHEWA, AH, BCH / 1 ธ.ค. – ACE, TPIPP, DDD, AMR, HARN, BGRIM, RAM
ประเด็นติดตาม: - 30 พ.ย. – MSCI Rebalancing Effective date / 17 ธ.ค. – FTSE Rebalancing Effective date
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









