วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ 22-26 พฤศจิกายน: กลับมาสู่ช่วงปรับฐาน

ในสัปดาห์ที่แล้ว (15-19 พฤศจิกายน) ตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นแบบ sideways up แต่ยังขึ้นได้ไม่มากนักโดยรูปแบบการเคลื่อนไหวของตลาดเป็นไปตามบทวิเคราะห์รายสัปดาห์ของเรา

หุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ และหุ้นที่ได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศ outperform ในขณะที่หุ้นที่ผลประกอบการ 3Q64 ออกมาแข็งแกร่งก็ขยับขึ้นได้ดี แต่ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี underperform ตลาดโดยรวมหลังจากที่ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงแรงเนื่องจากมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าจะเกิดภาวะอุปทานส่วนเกินในปี 2565 และตลาดกลับมาระมัดระวังกับสถานการณ์ COVID-19 ในยุโรปอีกครั้งเนื่องจากมีรายงานว่ายอดผู้ติดเชื้อในบางประเทศกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกระลอก นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้นยังทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวน จากการที่ CME Fed Fund Futures ขยับความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐเร็วขึ้นเป็นมิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ QE สิ้นสุดลง

 

สำหรับในสัปดาห์นี้ (22-26 พฤศจิกายน) เราคาดว่าดัชนี SET จะพักฐาน โดยมองว่าในระยะสั้น หุ้นกลุ่มหลักอย่างเช่น พลังงาน และ ธนาคารจะเผชิญความท้าทายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวจำกัด upside ของตลาด เราคาดว่าสถานการณ์ COVID-19 ที่กลับมาเลวร้ายลงอีกในยุโรปจะยังคงกดดันราคาน้ำมันดิบและหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่วนในกลุ่มธนาคาร เรามองว่าแนวโน้มระยะกลางยังคงเป็นบวกจากประเด็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น แต่กระแสข่าวในระยะสั้นเกี่ยวกับการตรวจสอบธนาคารพาณิชย์เกี่ยวกับการบังคับให้พนักงานขายประกันอาจจะกระทบกับราคาหุ้น ซึ่งวิ่งขึ้นมาแรงในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามทิศทางของดัชนี dollar index และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรขยับสูงขึ้นอาจจะไปบีบ earnings yield gap (EYG) ให้แคบลงอีกจากปัจจุบันที่ค่อนข้างแคบอยู่แล้ว

 

 

 

ติดตามการแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ และการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคของไทยรอบใหม่

(0) การอนุมัติร่างกฎหมายการใช้จ่ายระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ และการแต่งตั้งประธาน Fed ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาของสหรัฐลงมติสนับสนุนร่างกฎหมายการใช้จ่ายเพื่อสังคมกรอบเวลา 10 ปีงบประมาณรวม 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจะส่งไปให้วุฒิสภาพิจารณาทบทวน และลงมติ นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Biden น่าจะประกาศชื่อคนที่เขาจะเลือกเป็นประธาน Fed คนต่อไปออกมาในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเรามองว่า Jerome Powell น่าจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมัยที่สองซึ่งจะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ 2565

(0/+) การจัดทำมาตรการกระตุ้นการบริโภครอบใหม่ออกมาก่อนสิ้นปีนี้ เรามองว่ามีโอกาสสูงที่รัฐบาลไทยจะออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการบริโภคของชนชั้นกลาง อย่างเช่น ช้อปช่วยชาติ ที่ให้แรงจูงใจทางภาษีแก่ผู้บริโภค ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้ มาตรการนี้ช่วยกระตุ้นระดับการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และ GDP ได้ดี ดังนั้น เราจึงเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะประกาศมาตรการนี้ในเร็ว ๆ นี้

 

 

 

 

คาดว่าหุ้น domestic mid-cap จะ outperform ในระยะสั้น

เรามองว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบในระยะสั้น และเนื่องจากตลาดน้ำมันมีแนวโน้มอ่อนแอ หุ้น big-cap ส่วนใหญ่น่าจะแผ่วตามไปด้วย เราคาดว่า หุ้น mid-cap ที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และจะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายที่จะอาจจะมีการออกมาเพิ่มเติมน่าจะ outperform ตลาด เราคิดว่าหุ้นกลุ่ม Commerce, อสังหาริมทรัพย์, นิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้างดูน่าสนใจ โดยหุ้นที่เราแนะนำได้แก่ HMPRO*, ORI*, LH*, AMATA*, WHA*,CK* และ STEC* สำหรับหุ้นกลุ่มหลัก เรายังคงชอบกลุ่มธนาคารมากกว่ากลุ่มอื่น และมองว่าราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงในระยะสั้นจะเป็นโอกาสให้เข้าซื้อหุ้นธนาคาร โดยเราเลือก KBANK* และ BBL* เป็นหุ้นเด่นของเราในกลุ่มธนาคาร