วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เงินบาท’ วันนี้เปิด’แข็งค่า’ ที่33.17บาทต่อดอลลาร์

“กรุงไทย” ชี้เงินบาทยัวมีแนวโน้มผันผวนในกรอบเดิมต่อ “ราคาทองคำ” เป็นแรงกดดันมากที่สุด จับตาประชุมกนง.สัปดาห์นี้คาดคงดอกเบี้ย0.5% มองกรอบเงินบาทวันนี้33-33.50 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันนี้(8พ.ย.) ที่ระดับ  33.17 บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์ และกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนในกรอบเดิมต่อ โดยมีราคาทองคำเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทมากที่สุด (Correlation สูงกว่า 0.64 หรือ ราคาทองคำขึ้น เงินบาทก็แข็งค่าขึ้นเช่นกัน) 

ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยขายทำกำไรทองคำ หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 1,820- 1,830 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งโฟลว์ขายทำกำไรราคาทองคำอาจช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจไม่แข็งค่าไปมากจนหลุดระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากแนวรับเงินบาทยังอยู่ในโซน 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งผู้นำเข้ายังรอซื้อเงินดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เราอาจเห็นเงินบาทแข็งค่าหนักแตะระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ได้ เนื่องจาก ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะผู้เล่นต่างชาติอาจมีจุด Stop Loss แถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์

ฟเจ้าหน้าเฟด (วันจันทร์: Clarida และ Powell, วันอังคาร: Bowman, Evans, Daly เป็นต้น) โดยเฉพาะมุมมองของประธานเฟด Powell ต่อแนวโน้มการทยอยขึ้นดอกเบี้ย หลังล่าสุด ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อก็อาจอยู่ในระดับสูง นานกว่าที่เฟดเคยประเมินไว้ ทั้งนี้ หากบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ยังย้ำจุดยืนไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย พร้อมกับไม่ได้กังวลปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากนัก เราเชื่อว่า มุมมองดังกล่าวอาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อได้บ้าง

ฝั่งยุโรป – ความกังวลปัญหาเงินเฟ้ออาจทำให้ บรรดานักลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์ยังไม่แน่ใจแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งจะสะท้อนผ่าน ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ในเดือนพฤศจิกายนที่อาจปรับตัวลดลงจาก 16.9 จุด สู่ระดับ 15 จุด (ดัชนี > 0 หมายถึง มุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า) นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนพฤศจิกายนก็มีแนวโน้มชะลอลงสู่ระดับ 20 จุด เช่นกัน (ดัชนี > 0 หมายถึง มุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า) จากปัญหาด้าน Supply Chain ที่ส่งผลให้เกิดปัญหา อาทิ การขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงราคาสินค้าต้นทุนที่แพงขึ้น เป็นต้น ขณะเดียวกัน ปัญหาเงินเฟ้อก็อาจกดดันให้ฝั่งผู้บริโภคลดการใช้จ่ายลงได้เช่นกัน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นมุมมองนโยบายการเงินจากผู้ว่าธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึงประธานธนาคารกลางยุโรป(ECB) หลังล่าสุด ทั้งสองธนาคารกลาง ต่างส่งสัญญาณไม่เร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้บอนด์ยีลด์ยุโรปปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

ฝั่งยุโรป – ความกังวลปัญหาเงินเฟ้ออาจทำให้ บรรดานักลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์ยังไม่แน่ใจแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งจะสะท้อนผ่าน ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ในเดือนพฤศจิกายนที่อาจปรับตัวลดลงจาก 16.9 จุด สู่ระดับ 15 จุด (ดัชนี > 0 หมายถึง มุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า) นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนพฤศจิกายนก็มีแนวโน้มชะลอลงสู่ระดับ 20 จุด เช่นกัน (ดัชนี > 0 หมายถึง มุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า) จากปัญหาด้าน Supply Chain ที่ส่งผลให้เกิดปัญหา อาทิ การขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงราคาสินค้าต้นทุนที่แพงขึ้น เป็นต้น ขณะเดียวกัน ปัญหาเงินเฟ้อก็อาจกดดันให้ฝั่งผู้บริโภคลดการใช้จ่ายลงได้เช่นกัน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นมุมมองนโยบายการเงินจากผู้ว่าธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึงประธานธนาคารกลางยุโรป(ECB) หลังล่าสุด ทั้งสองธนาคารกลาง ต่างส่งสัญญาณไม่เร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้บอนด์ยีลด์ยุโรปปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะจับตาปัญหาหนี้ของภาคอสังหาฯของจีน หลังเริ่มมีบางบริษัทเผชิญความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้และถูกหั่นเครดิตเรทติ้งมากขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวได้ส่งผลให้นักลงทุนต่างลดการถือครองหุ้นกู้เอกชนจีนทั้ง หุ้นกู้ IG (Investment Grade) และ หุ้นกู้ HY (High Yield, Junk Bond) ดังจะเห็นได้จากการที่ยีลด์ของหุ้นกู้จีนต่างปรับตัวสูงขึ้นมาก ทั้งนี้ เรามองว่าทางการจีนอาจเข้ามาช่วยประคองไม่ให้ปัญหาดังกล่าวลุกลามไปยังภาคธุรกิจอื่นๆ รวมถึงกดดันให้เศรษฐกิจซบเซาหนัก ซึ่งหากนักลงทุนมองว่าปัญหาหนี้ในภาคอสังหาฯ จีน จะสามารถคลี่คลายลงได้ การลงทุนในหุ้นกู้จีน ณ ปัจจุบัน ก็ให้ยีลด์ที่น่าสนใจ สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นกู้จีนได้

 

ฝั่งไทย – เรามองว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะหนุนให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% แม้ว่าอัตราเงินเฟ้ออาจมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นก็ตามทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หลังการทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown จะช่วยให้ กนง. มีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจมากขึ้น และเชื่อว่า กนง. จะเริ่มส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยได้ หากตลาดแรงงานฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนวิกฤติ COVID โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการบริการ ซึ่งต้องอาศัยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งอาจใช้เวลานานอย่างน้อยกว่า 2 ปี ถึงจะกลับมาสู่ระดับก่อนวิกฤติได้ ทำให้เราคงมองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยจนถึงปี 2023 หากไม่มีแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยเร็วของบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ อาทิ เฟด