background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

ชาวสวนตรังโค่นยาง ปลูก ‘แตง’ ไร้สารโกยเงิน

ชาวสวนตรังโค่นยาง ปลูก ‘แตง’ ไร้สารโกยเงิน

ชาวสวนตรังโค่นทิ้งต้นยาง หลังราคาร่วงต่อเนื่อง หันปลูกพืชตระกูลแตงปลอดสารพิษหมุนเวียนได้ราคาดี เหตุตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ

ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวีลงพื้นที่อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พาไปดูเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ โดยการโค่นทิ้งต้นยางพาราซึ่งมีปัญหาราคาตกต่ำ และหันมาปลูกพืชไร่ โดยเฉพาะตระกูลแตงปลอดสารพิษ โดยไม่พึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และทำรายได้ดี

ฌัชชญา นามกร  และธงฉัตร คืนตัก บอกว่า มีพื้นที่เพาะปลูกยางพาราประมาณ 4 ไร่ แต่ราคายางขึ้นๆลงๆตลอดเวลา ส่วนใหญ่จะราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงโค่นทิ้งต้นยางและหันมาปลูกพืชไร่แทน  โดยช่วงแรกปลูกเฉพาะแตงโมส่งขายแม่ค้าคนกลาง แต่เมื่อเกิดการระบาดของโควิด 19 แม่ค้าไม่กล้าเดินทางมารับซื้อผลผลิต และตลาดนัดต่างๆต้องปิดบริการ จึงต้องนำผลผลิตทั้งหมดไปขายเองที่ตลาดเกษตร และตลาดกรีนชินตา แต่ขายไม่ทันโดยผลผลิตเน่าเสียเป็นจำนวนมาก ทำรายได้ประมาณ 3 หมื่นบาทเท่านั้น

หลังจากนั้นจึงหันมาปลูกพืชไร่ระยะสั้นเหมือนเดิมแต่เน้นความหลากหลายของพืช เพื่อให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในเวลาที่ต่างกัน เช่น แตงโม แตงไทยหลายชนิด และฟักทอง 3 สายพันธุ์ คือ ฟักทองไทย ฟักทองญี่ปุ่น และฟักทองบัตเตอร์นัท โดยเน้นปลูกเอง ขายเอง ทั้งในตลาดนัดและขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะผลผลิตทยอยออกมาไม่พร้อมกัน ประกอบกับใช้วิธีปลูกแบบธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ จึงเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ

สำหรับราคาขายปลีกฟักทองไทยอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท แต่หากขายผ่านแม่ค้าคนกลางจะได้ราคาเพียงกิโลกรัมละ 15 บาทเท่านั้น ส่วนฟักทองญี่ปุ่นราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท และฟักทองบัตเตอร์นัทราคากิโลกรัมละ 60 บาท  

ส่วนแตงไทยมีหลายสายพันธุ์  เช่น แตงไทยกลมสีทอง แตงไทยลูกรีสีทอง สีเหลือง แตงไทยลูกรีสีขาว โดยแแตงไทยทุกสายพันธุ์และแตงโม จะขายในราคาเดียวกันคือกิโลกรัมละ 20 บาท 

เกษตรกรทั้งคู่ยืนยันว่าตัดสินใจถูกที่โค่นทิ้งต้นยางและหันมาปลูกพืชไร่ระยะสั้นแบบหลากหลายชนิดทดแทน เพราะรายได้ดีกว่าการทำสวนยางพารามาก ไม่ต้องง้อราคา และไม่ต้องง้อฝน และในยุคโควิด การปลูกอาหารเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการมากกว่าอย่างอื่น