เทคโลยีและนวัตกรรมด้านการแพทย์สมัยใหม่จะเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ธุรกิจกลุ่ม Health Care สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะข้างหน้า
กว่า 90% ของผู้ติดเชื้อใหม่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์Delta
จากข้อมูลพบว่าไวรัสสายพันธุ์Delta เริ่มแพร่ระบาดในอินเดียตั้งแต่ช่วง ธ.ค. 2020 จนมาถึงในช่วงเดือน พ.ค.2021 สายพันธุ์Delta ก็ได้แพร่ระบาดไปในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง สหรัฐฯและยุโรป จนในท้ายที่สุดก็ก้าวขึ้นมาเป็นสายพันธุ์หลักที่ยากจะหยุดยั้ง
สายพันธุ์Delta ลดประสิทธิภาพของวัคซีน
จากการทดลองของบริษัทPfizer ยังคงยืนยันว่าวัคซีนของบริษัทสามารถป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์Deltaได้ โดยได้มีการทดลองพบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์นี้ ราว 88% ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ Alpha ที่มีประสิทธิภาพ 93.7%
อีกทั้งบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ อย่าง Astrazenaca Moderna หรือ Johnson&Johnson ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่าวัคซีนของแต่ละบริษัทสามารถป้องกันได้ แต่มีประสิทธิภาพลดลงเช่นกัน
ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ(CDC) ระบุว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อสายพันธุ์Delta และสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนรอบข้างได้ สอดคล้องกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังคงเร่งตัวขึ้น ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสไปแล้วมากกว่า 50%
ภาพแสดงให้เห็นประเทศที่มีการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสเกิน 50% ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลยังอยู่ในระดับต่ำ
วัคซีนเข็มที่ 3(Booster Shot) จึงมีความจำเป็น บริษัทใดจะได้ประโยชน์?
สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปภูมิคุ้มกันก็อาจจะลดลง จากงานวิจัยของ Moderna พบว่า วัคซีนจะมีประสิทธิภาพ 90% ในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากฉีดครบ 2 โดส จากนั้นภูมิคุ้มกันจะค่อยๆลดลง จึงเป็นที่มาของ ”วัคซีนเข็มที่ 3“ หรือ “Booster Shot” ซึ่งจะมาช่วยยืดระยะเวลาภูมิคุ้มกันที่มีในร่างกาย และเชื่อว่าจะช่วยลดการระบาดของสายพันธุ์Deltaลงได้
ปัจจุบันหลายบริษัทวัคซีนกำลังทดลองการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 รวมถึง Moderna ที่อยู่ระหว่างการทดลอง Phase 2 และล่าสุด Pfizer ได้มีการยื่นผลการทดลองวัคซีนเข็มที่ 3 ให้กับทาง FDA เพื่อขออนุมัติ
ล่าสุด 18 ส.ค. 2021 คณะทำงานของปธน.Joe Biden เผยแผนการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 โดย จะฉีดให้กับผู้มีอายุ 18ปี ขึ้นไปที่เคยได้รับวัคซีนจาก Pfizer หรือ Moderna ครบ 2 โดสแล้วอย่างน้อย 8 เดือน คาดเริ่มฉีดได้ช่วงเดือน ก.ย.นี้ ปัจจุบันมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว เป็นจำนวนกว่า 155 ล้านคน
มุมมองการลงทุน
- เรามองว่าธุรกิจกลุ่มHealth Care โดยรวม จะยังคงได้ประโยชน์โดยตรง จากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์Delta ที่อาจจะยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี
- โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีรายได้จากการผลิตวัคซีน ซึ่งได้รับแรงหนุนโดยตรงจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สนับสนุนให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 (ฺBooster Shot) เบื้องต้นประกาศว่าจะฉีดให้กับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับวัคซีน Pfizer และ Moderna ครบ 2 โดสแล้ว เป็นเวลา 8 เดือน คาดว่าจะเริ่ม เดือน ก.ย. นี้
- คณะทำงานปธน.Biden คาดว่า จะสามารถฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จำนวน 100 ล้านโดสให้แก่ประชาชน ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า และมีแผนบริจาคให้กับประเทศอื่นๆอีก 200 ล้านโดสอีกด้วย
- นักวิเคราะห์จากGoldman Sachs คาดการณ์รายได้ตั้งแต่ปี 2021-2023 ของ PfizerและModerna จะสามารถเติบโตได้ในระดับสูง
- เราเชื่อว่าเทคโลยีและนวัตกรรมด้านการแพทย์สมัยใหม่จะเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ธุรกิจกลุ่ม Health Care สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยในครั้งนี้ บริษัท Moderna ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี บริษัทพึ่งเริ่มก่อตั้งในปี 2010 ผ่านไป 10 กว่าปี กลับเป็นบริษัทที่มีรายได้ระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เชื่อว่าอนาคตจะมีบริษัทที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมใหม่ๆที่รออยู่อีกมาก
Source : CNBC,WSJ,CDC,Ourworldindata,Goldman sachs&LGT
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.ทิสโก้ หรือ TISCO Contact Center โทร. 0 2633 6000 กด 4, 0 2080 6000 กด 4 และ www.tiscoasset.com หรือ แอปพลิเคชัน TISCO My Funds
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ข้อมูล บทความ บทวิเคราะห์และการคาดหมาย รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ทำขึ้นบนพื้นฐานของแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดที่ได้รับมาและพิจารณาแล้วเห็นว่า น่าเชื่อถือ แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความถูกต้อง ความสมบูรณ์ แท้จริงของข้อมูลดังกล่าว ความเห็นที่แสดงไว้ในรายงานฉบับนี้ได้มาจากการพิจารณาโดยเหมาะสมและรอบคอบแล้ว และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด บทความ บทวิเคราะห์ และการคาดหมายทั้งหลายที่ปรากฏ อยู่ในรายงานฉบับนี้เป็นการนำไปใช้โดยผู้ใช้ยอมรับความเสี่ยงและเป็นดุลยพินิจของผู้ใช้แต่เพียงผู้เดียว









