"ไทยพีบีเอส" สวน สตง.รีบแถลงข่าว ทำองค์กรเสียหาย ชี้ควรฟังข้อมูลรอบด้าน แจงค่าตอบแทนแขกคือค่ารถ 1-2 พันต่อครั้ง อ้างบทเฉพาะกาลระเบียบปี 61 เปิดช่องทำได้
เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ที่สำนักงานองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ "ไทยพีบีเอส" นายพิเศษ จียาศักดิ์ และนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ร่วมกันแถลงข่าว ชี้แจงกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบผลการดำเนินงาน และการใช้งบประมาณ
นายพิเศษ กล่าวว่า ไทยพีบีเอสได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ทันที หลังพบว่าผลการตรวจสอบถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก่อนที่กระบวนการจะเสร็จสิ้น ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กรอย่างมาก พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการตรวจสอบมีความเป็นมืออาชีพ
นายพิเศษ กล่าวถึงการทำงานของทีมตรวจสอบ สตง. ซึ่งแบ่งเป็น 3 ชุด โดยคณะกรรมการชุดที่ 1 ที่ประเมินความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ ถือว่าปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ แต่คณะกรรมการชุดที่ 2 ที่ตรวจสอบกรณีการจ้างพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และค่าตอบแทนแขกรับเชิญ กลับไม่มีการจัดประชุมปิดตรวจ แต่กลับมีข้อสรุปว่าไทยพีบีเอสต้องชดใช้เงินถึง 85 ล้านบาท โดยไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง ขณะที่คณะกรรมการชุดที่ 3 ปมการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบไม่เสร็จสิ้น แต่กลับมีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวแล้ว
นายพิเศษ กล่าวอีกว่า สตง. ควรรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งมิติด้านกฎหมายและจารีตประเพณีการทำงานของอุตสาหกรรมสื่อมวลชน เนื่องจากสื่อสาธารณะไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป แต่มีแนวปฏิบัติเฉพาะตัว ที่สำคัญข้อมูลที่มีการพาดพิงถึงบุคคลอื่นต้องถูกเก็บรักษาเป็นความลับ ไม่ควรเผยแพร่ออกมาก่อนมีหนังสือทางการและสรุปความเห็นอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ อยากให้ สตง. ยึดถือแนวทางตามองค์กรตรวจสอบสากลโลก เพื่อสร้างความสบายใจแก่หน่วยรับตรวจทั้งหมด และไม่ให้เกิดข้อกังขาเรื่องการเลือกปฏิบัติ
สำหรับ 3 ข้อสังเกตหลักที่ สตง. ชี้แนะ นายพิเศษ ชี้แจงว่า เรื่องการวัดผลเรตติ้งเดิม (PSI Rating) ปัจจุบันไทยพีบีเอสได้เปลี่ยนมาใช้ตัวชี้วัดทางออนไลน์ เพื่อให้ครอบคลุมและเปิดพื้นที่รับชมได้กว้างขวางขึ้น ขณะที่ระบบ One ThaiPBS กำลังอยู่ระหว่างการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกัน เนื่องจากโครงสร้างองค์กรมีถึง 24 หน่วยงาน แบ่งเป็น 4 สำนักและศูนย์ย่อยต่างๆ จึงอาจมีการจัดเก็บข้อมูลแยกกันในอดีต ยืนยันว่าการบริหารงานที่ผ่านมามุ่งเน้นประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และพร้อมปรับปรุงตามคำแนะนำ
ส่วนนายอดิศักดิ์ กล่าวถึงการปฏิรูประบบบริหารจัดการว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวมีมานานแล้ว แต่ทีมบริหารชุดปัจจุบันไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ศึกษาทางแก้ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยกำลังว่าจ้างผู้พัฒนาระบบ ERP ซึ่งเป็นแกนกลางเชื่อมโยงทุกสำนักเข้าด้วยกัน ภายใต้คำแนะนำของบริษัท KPMG คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ต้นปี 2570 และพร้อมใช้งานเต็มรูปแบบภายใน 2 ปี นอกจากนี้ ระบบจัดเก็บและสืบค้นข้อมูลเพื่อให้บริการในรูปแบบห้องสมุดสาธารณะกำลังดำเนินการอยู่ คาดใช้เวลา 1.5 ปี รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI เพื่อนำมาใช้ทั้งองค์กร
ส่วนกรณีค่าตอบแทนแขกรับเชิญที่มีข้อท้วงติง นายพิเศษ กล่าวว่า เป็นการตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปีตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งเป็นเงินค่าเดินทางหรือค่ารถประมาณ 1,000–2,000 บาทต่อครั้ง แม้ สตง. จะมองว่าไม่มีระเบียบบัญญัติชัดเจนในระเบียบปี 2567 แต่เรื่องนี้ถือเป็นอำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และเมื่อย้อนดูบทเฉพาะกาลปี 2561 จะพบว่าเปิดช่องให้ดำเนินการได้อยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่มีความเสียหายและไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น ส่วนประเด็นรถยนต์ส่วนกลางนั้น เมื่อ สตง. ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ ไทยพีบีเอสจึงขอไม่ตอบคำถามในชั้นนี้
นายอดิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีภารกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า แต่งบประมาณที่ได้รับยังคงเท่าเดิม ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าเงินปัจจุบันจะเหลือเพียง 1,500 ล้านบาท โดยไม่เคยขอเพิ่ม นอกจากนี้ ยังมีภารกิจที่สังคมมองไม่เห็น เช่น โครงข่ายทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน 63 สถานีทั่วประเทศ บุคลากรกว่า 1,200 คน ต้องแบ่งครึ่งหนึ่งไปทำภารกิจตรวจสอบข่าวปลอม บริการสำหรับผู้พิการ และรายการสำหรับเด็ก ซึ่งสื่อเชิงพาณิชย์ไม่สามารถผลิตได้เนื่องจากไม่มีผลกำไร รวมถึงการจ้างผู้ผลิตอิสระก็เป็นไปตามกฎหมายเพื่อกระจายโอกาส





