สตง.อัปเดตคดีตึกถล่ม มี.ค. 2568 ยันได้ส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนเจ้าหน้าที่กว่า 70 คนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
KEY POINTS
- สตง.อัปเดตคดีตึกถล่ม มี.ค. 2568 ยันได้ส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนเจ้าหน้าที่กว่า 70 คนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
- เตรียมดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อฟ้องร้องคู่สัญญาเรียกร้องค่าเสียหายคืนเป็นเงินประมาณ 500 ล้านบาท
- ส่วนคดีอาญาอยู่ในชั้นศาลระหว่างการสืบพยาน หลังจากอัยการได้สั่งฟ้องผู้รับจ้าง ผู้ออกแบบ และผู้ควบคุมงาน
เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าฯ สตง. ในฐานะโฆษก สตง. กล่าวชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการทางกฎหมาย กรณีเหตุการณ์อาคาร สตง.ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มช่วงเกิดแผ่นดินไหว เมื่อ มี.ค. 2568 ที่ผ่านมาว่า ในส่วนของคดีอาญานั้น พนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้องผู้รับจ้าง ผู้ออกแบบและผู้ควบคุมงาน ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล โดยเจ้าหน้าที่ สตง. ร่วมเป็นพยานฝั่งโจทก์
โฆษก สตง.กล่าวว่า ขณะที่ประเด็นการตรวจสอบนอมินีและการเสนอราคาไม่เป็นธรรมนั้น ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ดำเนินการฟ้องร้องแล้ว รวมถึงมีการส่งเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่ สตง. รวม 10 คณะ 70 คน ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน โดย สตง. ได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
ส่วนการดำเนินการตามสัญญา สตง.ได้ยกเลิกสัญญากับคู่สัญญาทุกฝ่ายและอยู่ระหว่างพิจารณาอุทธรณ์เพื่อเสนอส่งชื่อเป็นผู้ทิ้งงานไปยังกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง รวมถึงเตรียมดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อฟ้องร้องคู่สัญญาเรียกร้องเงินค่าจ้างคืน
โฆษก สตง.กล่าวอีกว่า สำหรับวงเงินก่อสร้างโครงการทั้งหมด 2,136 ล้านบาท มีการจ่ายเงินค่างวดงานไป 22 งวด (จากทั้งหมด 36 งวด) เป็นเงิน 966 ล้านบาท ซึ่งเมื่อหักเงินล่วงหน้าและเงินประกันที่เรียกคืนมาได้ทั้งหมดแล้ว คงเหลือยอดเงินความเสียหายทางสัญญาจริงประมาณ 500 กว่าล้านบาท โดยมีคณะกรรมการตามระเบียบกฎหมายประเมินมูลค่าความเสียหายเพื่อยื่นหนังสือแจ้งเตือนและดำเนินการฟ้องร้องต่อไป
กรณีข้อสงสัยเรื่องการตั้งงบประมาณเช่าพื้นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นเวลา 15 ปี สตง. ระบุว่า จำเป็นต้องตั้งตามสัญญากู้เช่าที่ยังไม่สิ้นสุด ตั้งเป้าจะยุติภายในปี 2570 เพื่อคืนพื้นที่ให้ รฟท. นำไปให้หน่วยงานอื่นเช่าต่อ โดยปัจจุบัน สตง. ได้ปรับรูปแบบองค์กรเป็นดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้บุคลากรสามารถทำงานภายนอกหรือทำงานที่บ้านได้โดยไม่ต้องก่อสร้างอาคารเพิ่ม
โฆษก สตง.ยังกล่าวถึงกรณีราคาครุภัณฑ์ที่มีการตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้ เช่น เก้าอี้ประธาน คตง. ตัวละกว่า 90,000 บาท และระบบโทรศัพท์ว่า ราคาดังกล่าวมาจากรายการวัสดุที่ผู้ออกแบบกำหนดตามความเหมาะสมของตำแหน่งและระบบการเชื่อมต่อซึ่งยังไม่มีการเบิกจ่ายเงิน หรือจัดซื้อครุภัณฑ์แต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอการปรับราคาตามปัจจุบันก่อนก่อสร้างจริง ทั้งนี้ ยืนยันว่า การจ่ายเงินงบประมาณเป็นไปตามงวดงานจริงในแต่ละปี ไม่ได้สูญหาย 2,000 ล้านบาทตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
"อยากให้แยกแยะระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอาคาร เป็นไปตามระเบียบพัสดุกับมาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดิน ขององค์กรซึ่งตรวจตามเอกสาร และการรับรองของผู้มีวิชาชีพ โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ พิทักษ์เงินแผ่นดินต่อไป" โฆษก สตง.กล่าว





