วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เงินบาท’ วันนี้เปิด‘อ่อนค่า’ ที่33.32บาทต่อดอลลาร์

“เงินบาท”เปิดตลาดวันนี้อ่อนค่าที่33.32บาทต่อดอลลาร์ กรุงไทย ชี้เงินบาทยังผันผวนจากแนวโน้มดอลลาร์แข็งค่า ทั้งเฟดลดคิวอีในปีนี้และโควิดระบาดในไทยใกล้ถึงจุดสูงสุด ตลาดการเงินกลับมาปิดรับความเสี่ยง มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.25-33.40บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้(19ส.ค.) ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.32 บาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลง จากระดับปิดวันก่อนหน้า ทราระดับ  33.30 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.40 บาทต่อดอลลาร์

ในส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท ในช่วงระหว่างวัน เราอาจจะเห็นค่าเงินบาทแกว่งตัวผันผวนจากโฟลว์การทำธุรกรรมของผู้ส่งออกบางส่วนที่กลับเข้ามาทยอยขายเงินดอลลาร์ได้ รวมถึงโฟลว์การขายทำกำไร Shorts ค่าเงินบาทของผู้เล่นในตลาด หลังจากที่ผู้เล่นบางส่วนเริ่มมองว่า สถานการณ์การระบาดในไทยใกล้จะถึงจุดเลวร้ายสุด

อย่างไรก็ดี เราคงมองว่าค่าเงินบาทยังมีโอกาสผันผวนและอ่อนค่าลงจากปัญหาการระบาดของ โควิด-19 รวมถึงโมเมนตัมขาขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่จากทั้งความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และแนวโน้มการทยอยลดคิวอีในปีนี้ของเฟด

ทั้งนี้ แนวต้านของค่าเงินบาทยังคงอยู่ในโซน 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเชื่อว่า ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ต่างรอคอยที่โซนดังกล่าวเพื่อทยอยขายเงินดอลลาร์ ชณะที่ แนวรับสำคัญของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจเห็นผู้นำเข้า ทยอยเข้ามาซื้อเงินดอลลาร์ได้ หากระหว่างวันค่าเงินบาทมีการแข็งค่าเข้าใกล้โซนดังกล่าว (Buy on Dip)

ตลาดการเงินโดยรวมยังคงถูกกดดันจากทั้งความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกจากปัญหาการระบาดของโควิด-19 และล่าสุด แนวโน้มเฟดทยอยลดคิวอีในปีนี้ หลังรายงานการประชุมเฟดล่าสุดได้ระบุว่า กรรมการส่วนใหญ่ต่างเห็นชอบให้เริ่มการปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่องหรือคิวอีในปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจได้ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องตามเป้าหมายของเฟด โดยเฉพาะเป้าหมายด้านเงินเฟ้อที่กรรมการเฟดต่างมองว่าได้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้วส่วนเป้าหมายการจ้างงานก็ปรับตัวดีขึ้นใกล้จะถึงระดับที่น่าพอใจ

บรรยากาศการลงทุนที่กลับมาอยู่ในโหมดปิดรับความเสี่ยงของตลาด ส่งผลให้ในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดเดินหน้าขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงออกมา กดดันให้ ดัชนี Downjones และ ดัชนี S&P500 ปิดตลาดลดลงกว่า -1.1% ขณะเดียวกัน ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ก็เผชิญแรงกดดันจากความกังวลเฟดทยอยลดคิวอี ส่งผลให้ ดัชนี Nasdaq ก็ปิดตลาด-0.9%

ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ย่อตัวลงกว่า -0.17% ตามแรงขายทำกำไร หุ้นในกลุ่ม Cyclical อาทิ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย Louis Vuitton -5.2%, Kerings -3.6%, L’Oreal -1.7% กลุ่มยานยนต์ Daimler -1.2%, Volkswagen -1.1%, BMW -0.7%

ทางด้านตลาดบอนด์ แม้ว่าบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นถึงระดับ 1.29% ในช่วงเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมล่าสุด ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด จากความกังวลเฟดทยอยลดคิวอีในปีนี้ รวมถึง ความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังโควิด-19 ยังคงระบาดหนักในหลายพื้นที่ ยังคงกดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10ปีสหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงใกล้ระดับ 1.26% ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจจะรอช่วงปลายเดือนสิงหาคม ที่เฟดจะมีงานสัมมนาวิชาการ Jackson Hole symposium เพื่อจับตาสัญญาณเกี่ยวกับการปรับลดการทำคิวอีในงานสัมมนาดังกล่าว ทำให้บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ มีโอกาสแกว่งตัวในกรอบต่อในระยะสั้น ก่อนจะถึงช่วงงานสัมมนาดังกล่าวและอาจมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น หากเฟดมีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการปรับลดคิวอี

ส่วนในฝั่งตลาดค่าเงิน โดยรวมเงินดอลลาร์ยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการหลุมหลบภัยความผันผวนในตลาด(Safe Haven asset) ส่งผลให้เงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์(DXY Index) เดินหน้าปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 93.22 จุด กดดันให้ สกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงสู่ระดับ1.17 ดอลลาร์ต่อยูโร ซึ่งเรามองว่า เงินยูโรที่ระดับดังกล่าว เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากปัญหาการระบาดของเดลต้าในยุโรปไม่ได้มีความน่ากังวลมากนัก และเศรษฐกิจก็พร้อมจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น

สำหรับวันนี้ ตลาดจะติดตามแนวโน้มสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 ทั่วโลก โดยในฝั่งประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่าง สหรัฐฯ และ จีน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจกดดันให้ตลาดเข้าสู่สภาวะปิดรับความเสี่ยง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจยิ่งหนุนให้ผู้เล่นในตลาดเพิ่มสถานะถือครองเงินดอลลาร์เพื่อหลบความผันผวนชั่วคราวได้

นอกเหนือจากประเด็นสถานการณ์การระบาดของเดลต้าทั่วโลก ในฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะจับตาสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงสู่ระดับ 3.8 แสนราย สอดคล้องกับมุมมองของเฟดที่ระบุว่า การจ้างงานมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจนใกล้ถึงระดับที่เฟดพอใจ ซึ่งเรามองว่า ตลาดจะติดตามการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่จะสะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดแรงงานเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปรับลดคิวอีของเฟด