บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ลุ้นคุมโควิดในไตรมาส 3 ปี 64 ดันดัชนีปีนี้ 1,690 จุด แต่หากลากยาว กดดัชนีหลุด 1,500 จุด ประเมิน 'กำไรบริษัทจดทะเบียน' ปีนี้ โต 42-43% ส่วนปีหน้า 13-14%
นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการ และ หัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เปิดเผยในงาน “ASEAN Outlook Amid COVID-19 Storm วิเคราะห์การลงทุนในอาเซียนท่ามกลางพายุโควิด” ว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ยังคงได้รับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดโควิด-19 เดลตา ทำให้มีผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
ขณะเดียวกันเงินบาทอ่อนค่าเร็วที่ระดับ 33.30บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุุบันอ่อนค่าถึง 10 % เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ทำให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาซื้อหุ้นในไทยมีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทยยังเป็นบวกราว 5% ดังนั้นจึงยังไม่เห็นสัญญาณเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับมาชัดเจนในช่วงนี้ และยังมีการเทขายหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังขาดแรงหนุนในการฟื้นตัวกลับขึ้นมา โดยนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนักลงทุนเทขายหุ้นไทยออกไปแล้วประมาณ 1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ยังติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดโควิดว่า จะควบคุมได้อย่ารวดเร็วหรือไม่ หากควบคุมได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ยอดผู้ติดเชื้อลดลงเหลือระดับ 1 หมื่นราย ผ่อนคลายมาตรการได้เร็ว กลับมาเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น จะเห็นการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และคาดว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะฟื้นกลับขึ้นไปแตะระดับ 1,600 จุด และอยู่ที่ระดับ 1,690 จุด ในสิ้นปีนี้ แต่หากสถานการณ์โควิด-19 ยังยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 4 ปีนี้ จะกดดันตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลงต่ำกว่า 1,500 จุด
นอกจากนี้ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบมากต่อการกลับมาฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะได้รับผลกระทบเข้ามาอย่างเต็มที่ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ประกอบกับ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการที่ไม่สามารถเปิดประเทศนักท่องเที่ยวเข้ามาได้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ยังมีกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอก และ การค้าของโลก เช่น กลุ่มน้ำมัน และ ปิโตรเคมี กลุ่มการส่งออก กลุ่มอาหารที่มีการส่งออกไปต่างประเทศ และ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศ และ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากโควิดเข้ามามากในปีนี้ และ ยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดีทำให้ในปี 2564 ยังมองว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะยังเติบโตได้ 42-43% จากปีก่อน ซึ่งเป็นปีที่มีฐานต่ำ และปี 2565 คาดว่าจะเติบโตได้ 13-14%
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ ยังคงแนะนำว่า ให้เลี่ยงการเข้าลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเมืองออกไปชั่วคราว เพราะเผชิญกับความไม่แน่นอนของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศว่าจะสามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศได้ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ หรือไม่ แม้ว่าราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวจะมีการปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ และหาจังหวะการเลือกกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจต่างประเทศ และ ได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน เพื่อหาจังหวะในการทำกำไรระยะสั้น เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก กลุ่มอาหารที่ส่งออกไปต่างประเทศ กลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาล ที่ได้รับประโยชน์จากการให้บริการตรวจ และ รักษาโควิด
“ตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบเพื่อนบ้าน ไม่ได้แย่ขนาดนั้น market performance ยังเป็นบวกเล็กน้อย หากเทียบตลาดในภูมิภาค ตลาดที่บวก คือ แถบเอเชียเหนือ เช่น ตลาดไต้หวัน YTD ขึ้นไป กว่า 30% ตลาดเกาหลีขึ้นไป เกือบ 20% สาเหตุหลัก คือ ควบคุมโควิดได้ดีกว่า และ มีอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ตลาดจึงดีกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างสาหัสกันเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นสิงคโปร์ ที่ YTD ค่อนข้างดีเกือบ 20% หากกลับมาดูประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเปรียบเทียบภายในกันเอง”
นายดนัย อรุณกิตติชัย CFA ผู้บริหารที่ปรึกษาการลงทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน Wealth Advisory by CIMB THAI ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนยังคงแนะนำให้กระจายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งรวมไทย และอาเซียนด้วยในช่วง 11% ถึง 39% ตามระดับความเสี่ยงจากพอร์ตความเสี่ยงต่ำสุดไปถึงสูงสุด โดยในช่วงที่ผ่านมาเน้นการลงทุนในเวียดนาม แต่หากมองไปในอนาคต การกระจายบางส่วนลงทุนภูมิภาคอาเซียนก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
กองทุนที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นยังเป็นกองทุนที่ลงทุนในเวียดนามที่เป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในภูมิภาค โดยกองทุนหลัก ได้แก่ กองทุน Principal VNEQ-A ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนกองทุนที่ลงทุนในภูมิภาคอาเซียนแม้ผลตอบแทนจะต่ำกว่ากองทุนเวียดนามแต่ความเสี่ยงในแง่ของความผันผวนก็น้อย และ เนื่องจากกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายอุตสาหกรรมและในหลายประเทศ ได้แก่ กองทุน KT-ASEAN









