เอ็กซิมแบงก์ยันพร้อมช่วย 8 ผู้ประกอบธุรกิจสายการบิน ชี้เป็นธุรกิจต้นน้ำ ย้ำลักษณะการช่วยเหลือจะขึ้นอยู่สภาพธุรกิจและหลักประกัน เผยช่วยแล้ว 4 ราย อยู่ระหว่างพิจารณาอีก 2 ราย ขณะที่ แผนครึ่งปีหลังเน้นช่วยเอสเอ็มอีส่งออกและท่องเที่ยว
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์)เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินผู้ประกอบการธุรกิจสายการบินไปแล้วจำนวน 4 ราย ขณะนี้ มีผู้ประกอบการธุรกิจดังกล่าวอีกจำนวน 2 รายได้แจ้งขอรับความช่วยเหลือมายังธนาคาร เมื่อธนาคารพิจารณาอนุมัติความช่วยเหลือแล้วจะเท่ากับว่า เราได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจสายการบินไปแล้วประมาณ 80% ของผู้ประกอบธุรกิจทั้งหมดจำนวน 8 ราย
เขาย้ำว่า ในแง่ความช่วยเหลือนั้น อยากให้เข้าใจว่า เราจะไม่ใช้คำว่า”ซอฟท์โลน” โดยความช่วยเหลือจะขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ประกอบการแต่ละแห่ง ซึ่งเราจะประเมินตามอาการหรือปัญหาที่เกิดขึ้น และ โอกาสของธุรกิจ รวมถึง ภาพรวมโครงสร้างที่จะเป็นหลักประกัน
“ธุรกิจสายการบินมีอยู่ 8 สายการบิน ตอนนี้ เราช่วยไปแล้ว 4 และกำลังจะช่วยอีก 2 โดยเราจะช่วยในวิถีของเรา ในส่วนลูกค้าเก่าเราช่วยไปแล้ว และลูกค้าใหม่ที่วอกอินเข้ามาก็กำลังพิจารณา เหล่านี้ เราช่วยโดยไม่ได้ดูสมุดพกเดิม แต่ดูแผนอนาคต และโครงในมุมหลักประกันมีอะไรบ้าง”
เขาระบุว่า ธนาคารพร้อมที่จะช่วยทุกสายการบิน เพราะสายการบิน คือ ธุรกิจที่เป็นต้นน้ำ เป็นธุรกิจที่พานักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ เป็นธุรกิจที่มีการจ้างงาน และ มีซัพพลายเชนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งความช่วยเหลือนี้ จะต่อเนื่องไปถึงธุรกิจที่เป็นซัพพลายเชน ถือเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เขากล่าวด้วยว่า สำหรับเม็ดเงินในการช่วยเหลือนั้น ขณะนี้ ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือผ่านการเติมสภาพคล่องไปแล้วกว่า 2.2 พันล้านบาทใน 4 สายการบิน ขณะเดียวกัน สำหรับลูกหนี้เดิมนั้น เราได้ดำเนินการพักชำระหนี้ หรือ ผ่อนชำระในเงื่อนไขที่ผ่อนปรน เพื่อให้ธุรกิจยังเดินหน้าไปได้ และสามารถพยุงการจ้างงาน ซึ่งบางกรณีเราให้เงื่อนไขที่ดีกว่าซอฟท์โลน
“เราทำหน้าที่เหมือนหมอหนี้ เราเตรียมออกซิเจนกับถึงเลือด และ ยังหยุดเลือดผ่านการพักหนี้ แขวนหนี้ หรือ ผ่อนได้ในอัตราผ่อนปรน ฉะนั้น บางวงเงินอาจสูงหรือต่ำกว่าซอฟท์โลน ตอนนี้ เรายังเปิดรับคนไข้ตลอด ภาพนี้ เป็นภาพที่เราสร้างการคอมมิทกับรัฐบาลและสายการบิน”
เขายังกล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังด้วยว่า ธุรกิจที่เราจะให้น้ำหนักในการช่วยเหลือ คือ กลุ่มผู้ส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอี และ ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ โดยเราอาสาจะเข้าไปช่วยเหลือกับรัฐบาล โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเปราะบางเราจะโฟกัสให้มากขึ้น
“ที่ผ่านมา เราเล่นท่าเดิมมานาน ต่อไปเราจะเล่นท่ายากมากขึ้น ก่อนหน้าเราจะช่วยแต่พวกเจ้าสัว ต่อไปเราจะช่วยคนตัวเล็กที่เปราะบางให้มากขึ้น ตั้งเป้าจะเข้าไปสนับสนุนเอสเอ็มอีรายใหม่ให้เป็นผู้ส่งออกให้ได้มากถึง 1 แสนราย”
เขายอมรับว่า เมื่อเราเข้าไปดูแลธุรกิจที่มีความเสี่ยง แน่นอนว่า แนวโน้มของหนี้เสียอาจจะเพิ่มขึ้น แต่เราจะต้องมีวิธีบริหารจัดการให้หนี้เสียอยู่ในระดับที่รับได้ หรือไม่เกิน 4% โดยการตัดขายหนี้เสียที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้แล้ว เป็นหนึ่งในแนวทางที่เราจะดำเนินการ
“หนี้เสียเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะเมื่อก่อนเราเลืกกทำสินเชื่อเจ้าสัว แต่ภาพจะเปลี่ยนไปแน่นอน เพราะดูแลผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางมากขึ้น แต่เราจะไม่ดูแลหนี้เสียแบบเดิม คือ รับมาและอมยาพิษ โดยสิ่งที่จะทำ คือ ขายหนี้เสียออกไป เราตั้งเป้าขายทุกปี”
สำหรับผลประกอบการ 7 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้าง 1.4 แสนล้านบาท ปริมาณธุรกิจรับประกันกว่า 1.1 แสนล้านบาท วงเงินอนุมัติใหม่ใกล้แตะ 3 หมื่นล้านบาท และ หนี้เสียยังอยู่ระดับ ต่ำ 3.89% ทั้งนี้ ในเดือนหน้าธนาคารจะเพิ่มวงเงินสินเชื่อในโครงการสินเชื่อทรานฟอร์เมชั่นอีก 5 พันล้านบาท หลังจากที่ปล่อยได้หมดทั้งจำนวน 5 พันล้านบาทในเฟสแรก ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยถึงสิ้นปีสำหรับลูกค้าที่ยังประสบปัญหาจากโควิด-19









