วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เร่งรัฐเยียวยาผลกระทบล็อกดาวน์พยุงธุรกิจ

(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) เร่งรัฐเยียวยาล็อกดาวน์ 'พยุงธุรกิจ-รักษาการจ้างงาน'

การยกระดับควบคุมการระบาดโควิด-19 โดยการล็อกดาวน์พื้นที่ระบาดในพื้นที่สีแดงเข้ม 10 จังหวัด กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ รัฐบาลจึงต้องเร่งกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การระบาดระลอก 1 และ 2 จนถึงสถานการณ์การระบาดระลอกที่ 3 ในเดือน เม.ย.-ก.ค.ที่รุนแรงมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตต่อวันสูงอย่างต่อเนื่อง และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการระบาดที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประชุมทีมเศรษฐกิจรัฐบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งเบื้องต้นมาตรการที่จะเสนอจะช่วยเหลือกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจและแรงงานก่อสร้าง ร้านอาหารและศิลปะ บันเทิง สันทนาการ สถานเสริมความงาม ร้านนวดเพื่อสุขภาพ และสปา

ด้านผู้อำนวยการวิจัย นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา และผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กิริฎา เภาพิจิตร ระบุ งบประมาณสำหรับการเยียวยาในครั้งนี้ยังมีเพียงพอ เนื่องจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ฉบับเก่า จำนวน 1 ล้านล้านบาท ขณะนี้ยังมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาทที่ยังไม่ได้ใช้ นอกจากนี้ ยังมีวงเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ รอบใหม่ อีกจำนวน 5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามเ นื่องจากมีการดำเนินการที่ล่าช้า จึงส่งผลให้ไม่สามารถออกมาตรการเยียวยาประชาชนได้ทันมาตรการล็อกดาวน์ในครั้งนี้

ทั้งนี้ มีข้อเสนอต่อภาครัฐที่นอกเหนือจากการเยียวยาช่วยเหลือแจกเงินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบแล้ว คือจะต้องมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และ SMEs ในภาคบริการที่ได้รับผลกระทบด้วย โดยภาครัฐอาจออกมาตรการแจกเงินแก่ผู้ประกอบการตามจำนวนลูกจ้างในธุรกิจ เป็นการช่วยพยุงธุรกิจให้สามารถอยู่ได้ และรักษาการจ้างงานไว้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานได้หลังจากคลายล็อคดาวน์

ด้านประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สนั่น อังอุบลกุล ระบุ ภาครัฐควรรีบออกมาตรการเยียวยา ทั้งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยขอให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบ เพื่อให้สถาบันทางการเงินปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น การปลดล็อกเรื่องเครดิตบูโร หรือ NPL จะทำให้ SME อีกจำนวนมากได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดต้องมีการดูแลผ่อนผัน เพื่อให้สถานการณ์ฟื้นตัวกลับมาโดยเร็ว

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หอการค้าฯ เห็นด้วยกับการเติมเงินเข้าระบบ เช่น โครงการคนละครึ่งเพิ่มวงเงินจาก 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท ส่วนมาตรการ ยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่มีการใช้ที่ยุ่งยาก และมีเงื่อนไขการใช้จ่ายจำกัด ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายขอให้ปรับเงื่อนไขใหม่หรือเสนอโครงการใหม่ในรูปแบบเดียวกับ ช้อปดีมีคืน คือให้สามารถใช้จ่ายได้ทั้งก้อน และนำใบเสร็จในการซื้อสินค้าไปลดหย่อนภาษีปลายปีได้ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นทำให้คนมีฐานะเข้ามาใช้โครงการมากขึ้น

ทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจบิซอินไซต์ รายงาน