ผอ.ดับเบิลยูทีโอแนะใช้กลไกการค้าเข้าถึงวัคซีน-สร้างงานหวังศก.ฟื้นอย่างยั่งยืนด้านอาเซียนผวาการเมืองเมียนมาขวางแผนใช้อาร์เซ็ป
เมื่อเร็วนี้ องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้เผยแพร่รายงานประจำปี (The WTO’s Annual Report) สาระสำคัญโดยสรุปว่าด้วยการทำงานในช่วงปี 2563ต่อเนื่องถึงต้นปี 2564 เพื่อสร้างความเข้าใจในเชิงลึกต่อการทำงานของดับเบิลยูทีโอ
ในโอกาสนี้ นางเอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา ผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอ กล่าวว่า การค้าพหุภาคีจะมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19 ด้วยการนำกลไกการค้ามาเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องต่อชีวิตคนจำนวนหลายล้านคนมาเป็นเครื่องมื่อในการเข้าถึงอาหารและสิ่งจำเป็นในชีวิต ซึ่งดับเบิลยูทีโอได้มีบทบาทสำคัญต่อการเร่งการเข้าถึงวัคซีน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน
“เราสามารถใช้การค้ามาเพื่อช่วยเหลือผู้คนได้ รวมถึงการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คน การสร้างงานและส่งเสริมการพัฒนาที่ยังยืน ซึ่งดับเบิลยูทีโอกต้องการเห็นผลงานเหล่านี้ในปีนี้”
อย่างไรก็ตาม ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับการตอบสนองร่วมกันในระดับนานาชาติโดยปราศวิธีคิดในแบบเดิมๆที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกคนสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆในอนาคตได้
รายงานจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่าขณะนี้ ประเทศสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ได้แก่ จีน สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ได้ยื่นให้สัตยาบันแล้ว เพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ ส่วนไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการออกกฎ ระเบียบภายในให้สอดคล้องกับความตกลง คาดจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ และยื่นให้สัตยาบันได้ราวเดือนต.ค.2564 ขณะเดียวกัน เมียนมา อยู่ระหว่างการยื่นสัตยาบันเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากเมียนมาเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่แล้ว อาจทำให้หลายประเทศสมาชิกเกิดข้อกังหาในรัฐบาลกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ได้ประกาศคว่ำบาตรเมียนมาในช่วงก่อนหน้านี้ และสิงคโปร์ได้ประณามการใช้ความรุนแรงปราบปรามการประท้วง จึงอาจทำให้การให้สัตยาบันของเมียนได้ถูกต่อต้าน และอาจทำให้การมีผลบังคับใช้อาจชะลอออกไป โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังประเทศสมาชิกถึงท่าทีของอาเซียนที่มีต่อเมียนมา ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอคำตอบจากสมาชิก
นอกจากนี้ ยังอาจมีผลกระทบต่อการเปิดเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-แคนาดา ที่เตรียมจะประกาศเปิดเจรจาในเดือนก.ย.นี้









