วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บิ๊กคอร์ป ล้อมวง ถกประเมินผลกระทบล็อกดาวน์ จี้รัฐรอบคอบหวัง"เจ็บแต่จบ"

เอกชนถกประเมินความเสียหายเศรษฐกิจจากพิษล็อกดาวน์   เตรียมส่งข้อเสนอถึงนายกฯ วันนี้ (9 ก.ค.) แนะคิดรอบคอบก่อนออกมาตรการ ยันพร้อมปรับตัวรับสถานการณ์ หวัง“เจ็ํบแต่จบ”  ด้านท่องเที่ยวอ้อนละเว้นพื้นที่ไร้ปัญหาให้กิจกรรมเศรษฐกิจเดินต่อ 

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า วานนี้ (8 ก.ค.) หอการค้าไทยได้ร่วมประชุมกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทขนาดใหญ่กว่า 40 บริษัท โดยซีอีโอที่เข้าร่วมประชุม อาทิ  สยามพิวรรธน์ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพีกรุ๊ป) บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และกลุ่มโรงแรมต่างๆ

ทั้งนี้ เพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับ สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19ที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้ติดเชื้อถึง 1 หมื่นคนต่อวัน และมาตรการล็อคดาวน์ โดยเฉพาะการประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจหากมีการล็อคดาวน์ รวมทั้งมาตรการการเยียวยาด้านต่างๆ ซึ่งมีข้อสรุปเพื่อเสนอให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก่อนที่จะมีการประชุมศคบ.ในวันนี้ (9 ก.ค.)

“ขณะนี้เราเจอสถานการณ์แบบ”เจ็บแต่ไม่จบ” จะทำอย่างไร หากมีการล็อคดาวน์จริงจะล็อคแบบไหนทั่วประเทศหรือเฉพาะพื้นที่ ขณะนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก ไม่มีรายได้ ปัญหาเหล่านี้ทั้ง 40 ซีอีโอจะมาร่วมประชุมกันเพื่อหาทางออกเรื่องนี้ ซึ่งภาคเอกชนมองว่าความปลอดภัยของประชาชนก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ระบบสาธารณสุขของไทยต้องไม่ล่มสลาย ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็ต้องไปได้ด้วย “

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากรัฐบาลจะประกาศล็อกดาวน์บางพื้นที่ เพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 ควรจะต้องไตรตรองผลกระทบในทุกๆ ด้านให้รอบคอบ ป้องกันผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เหมือนเมื่อครั้งที่ประกาศปิดแคมป์คนงาน ทำให้มีแรงงานจำนวนมากกระจายออกไปทั่วประเทศจนเกิดการระบาดไปในพื้นที่อื่น ๆ

“หากจะต้องล็อกดาวน์ก็ควรจะทำอย่างเข้มงวด มีระยะเวลาที่ชัดเจน ให้เป็นแบบเจ็บแต่จบ ไม่ควรกลับไปกลับมา หรือปิดๆเปิดๆ และไม่ควรยืดเยื้อ มีมาตรการที่ชัดเจนให้ผู้ประกอบการดำเนินการได้อย่างถูกต้อง" 

นายวิชิต ประกอบโกศล รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่าหากพื้นที่ไหนมีการแพร่ระบาดของโควิดรุนแรง รัฐอาจพิจารณาล็อกดาวน์ 14 วัน หรือตามสถานการณ์ เรียกว่า “ยอมเจ็บแต่จบ”อย่างไรก็ดี การดำเนินมาตรการใดๆ รวมทั้งการล็อกดาวน์ ควรประกาศล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วัน

“ไม่เอาแบบมาตรการคุมเข้มร้านอาหารรอบล่าสุดที่ฉุกละหุก ผู้ประกอบการเตรียมตัวไม่ทัน”

ทั้งนี้ หากพื้นที่ หรือจังหวัดท่องเที่ยวใดที่ไม่มีการระบาดของโควิดรุนแรง สามารถควบคุมได้ ก็ให้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามที่รัฐเห็นควร

นายบุญฤทธิ์ มหามนตรี ประธานกรรมการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า นาทีนี้ต้องตระหนักเรื่องสุขภาพ นำเศรษฐกิจ ซึ่งผ่านมามาตรการล็อกดาวน์เคยใช้ได้ผลในการสกัดการระบาด ส่วนระยะเวลาที่เหมาะสมเป็นเรื่องยากประเมิน

ทั้งนี้ หากบริหารจัดการโรคระบาด ทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี รัฐสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังได้ กลับกันยอมรับว่าหากล็อกดาวน์จริง การปรับตัวของภาคธุรกิจยากมากขึ้น บริษัทต้องมุ่งผลิตสินค้าทำความสะอาด ดูแลสุขอนามัยผู้บริโภคเพื่อช่วยป้องกันไวรัส

“ตอนนี้ไม่มีทางเลือกแล้ว ทุกคนต้องช่วยกันป้องไวรัส อาจต้องยอมใช้มาตรการล็อกดาวน์ เพื่อแก้ปัญหาโรคระบาด เพราะหากห่วงเรื่องเศรษฐกิจจนกระทั่งมีประชาชนเจ็บป่วยมากขึ้น สุดท้ายเศรษฐกิจก็ไปไม่รอด ”

นายอรรถ ประคุณหังสิต ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการธุรกิจ เอส แอนด์ พี บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากรัฐเคาะมาตรการล็อกดาวน์ภาพของธุรกิจร้านอาหารจะได้รับผลกระทบ เปิดให้บริการไม่ได้เหมือนกับปี 2563 ที่เกิดการล็อกดาวน์ครั้งแรก แต่ธุรกิจต้องปรับตัวให้อยู่ได้ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว

“ล็อกดาวน์หรือไม่ ไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะธุรกิจต้องปรับตัวให้อยู่ได้ เช่น ลุยดิลิเวอรี่ เน้นการซื้อสินค้ากลับบ้านมากขึ้น ซึ่งเอสแอนด์พี มีร้าน 380 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในห้างค้าปลีก ไฮเปอร์มาร์เก็ต 95% แต่การปรับตัว หาโมเดลธุรกิจใหม่ๆทำให้ยอดขายยังขยายตัวได้”