แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า จากปัญหาการระบาดของโควิด-19 และแจกจ่ายวัคซีนล่าช้าในไทยจะกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจและนักลงทุนต่างชาติสามารถทยอยขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย คาดวันนี้เงินบาทที่ระดับ 32.30- 32.40บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ32.30-32.40 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า จากทั้งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ และ ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกและในไทยที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางค่าเงินบาท
โดยเรามองว่า สถานการณ์การระบาดในไทยมีแนวโน้มเข้าสู่จุดวิกฤติที่หนักกว่าการระบาดในทุกรอบที่ผ่านมา หลังยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและอาจมากกว่าตัวเลขที่ประกาศไปมาก รวมถึง การแจกจ่ายวัคซีนที่ล่าช้า ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะยังคงกดดันให้นักลงทุนต่างชาติสามารถทยอยขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทยและกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้
นอกจากนี้ เรามองว่า มีโอกาสที่จะเห็นเงินบาทอ่อนค่าได้ถึงระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้านแถว 32.25 บาทต่อดอลลาร์
และจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 เรามองว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะ การใช้ Options เพราะหากค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสวนทางกับสิ่งที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ผู้ประกอบการเองก็ยังสามารถเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิ์ของ Options หรือไม่ ทำให้ผู้ประกอบการมีความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่าการจอง Forward เพียงอย่างเดียว
ผู้เล่นในตลาดหุ้นโดยรวมเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หลังรายงานการประชุมเฟดล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) ระบุว่า คณะกรรมการ FOMC ยังไม่เร่งรีบปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาของการปรับลดคิวอี (QE Tapering) ได้ เนื่องจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนอยู่อย่างไรก็ดี คณะกรรมการ FOMC บางส่วนเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นและอาจสามารถบรรลุเงื่อนไขสำหรับเริ่มการลดคิวอี ได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้
แนวโน้มเฟดไม่เร่งรีบปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่อง ได้ช่วยหนุนให้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถเดินหน้าปรับตัวขึ้น โดยดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.34% ทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง
ส่วนในฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ระบุถึงการปรับเป้าหมายด้านเงินเฟ้อ จากเป้าหมายเดิมที่ เงินเฟ้อต่ำกว่า แต่เข้าใกล้ 2% มาเป็นเป้าหมายใหม่ที่ เงินเฟ้อระดับ 2% และสามารถปล่อยให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงกว่าเป้าหมาย(Overshoot) ได้สักระยะหนึ่งหากจำเป็น ซึ่งการปรับเป้าหมายด้านเงินเฟ้อดังกล่าว สะท้อนว่า นโยบายการเงินของECB มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายต่อไป โดยเฉพาะการอัดฉีดสภาพคล่อง ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนให้ ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปล้วนปรับตัวขึ้น แม้จะยังคงมีความกังวลปัญหาการระบาด COVID-19 ก็ตาม โดยล่าสุด ดัชนี STOXX50 ของยุโรปปรับตัวขึ้นกว่า 0.64%
ภาวะดังกล่าว ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะเทขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยง กดดันให้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมปรับตัวลดลง โดยเฉพาะ ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell2000 ที่ปรับตัวลดลงกว่า -1.36% ส่วนดัชนี Dowjones และ S&P500 ย่อตัวลงราว -0.60% และ -0.20% ตามลำดับ ในขณะที่ ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นราว +0.17% หนุนโดย การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ที่ล่าสุด ย่อตัวลงกว่า 7bps สู่ระดับ 1.35%
ทั้งนี้ แม้ในฝั่งสินทรัพย์เสี่ยงจะสะท้อนภาพการเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ของตลาด แต่ฝั่งตลาดบอนด์ กลับส่งสัญญาณว่าผู้ในตลาดบอนด์มีมุมมองที่ระมัดระวังตัวมากขึ้นและเดินหน้าเพื่อสถานะถือครองบอนด์ 10ปี สหรัฐฯ ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงต่อเนื่อง 4bps สู่ระดับ 1.32% ซึ่งแรงหนุนบอนด์ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่เฟดยังไม่มีท่าทีเร่งรีบลดการอัดฉีดสภาพคล่องและการปรับสถานะ Short ของผู้เล่นที่ก่อนหน้านี้มองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวควรจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ทว่า บอนด์ยีลด์กลับปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จึงต้องปิดสถานะ Shorts (Cover Shorts)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ เดินหน้าแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก จากความต้องการสินทรัพย์หลบความผันผวนในตลาด (Safe Haven Assets) ทำให้ ล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 92.71 จุด กดดันให้ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลง สู่ระดับ 1.179 ดอลลาร์ต่อยูโร ส่วน ค่าเงินกลุ่ม Commodities-linked อย่าง ออสเตรเลียดอลลาร์ (AUD) ก็ยังคงอ่อนค่าลง สู่ระดับ 0.747 ดอลลาร์ต่อ AUD เช่นเดียวกันกับ แคนาเดียนดอลลาร์ (CAD) ก็อ่อนค่าลงแตะระดับ 1.249 CAD/ดอลลาร์ ตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ยังได้หนุนให้ ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น เข้าใกล้ระดับ 1,805 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับวันนี้ ตลาดจะรอติดตามภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยตลาดมองว่า การจ้างงานในสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ตามการทยอยเปิดเมือง ส่งผลให้ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ลดลงสู่ระดับ 3.5 แสนราย
ส่วนในฝั่งเอเชีย ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ก็มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Overnight Rate) ไว้ที่ระดับ 1.75% หลังมาเลเซียเจอการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรง
นอกจากนี้ ตลาดจะติดตาม แนวโน้มการระบาดของ โควิด-19 รวมถึงอัตราการแจกจ่ายวัคซีน ทั่วโลก หลังการระบาดในหลายประเทศ โดยเฉพาะในฝั่งเอเชีย ยังมีความรุนแรงอยู่









