5-9 กรกฎาคม: ยังคงเน้นหุ้นที่ฝ่าวิกฤต COVID-19 ได้ดี
ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ระบาดหนักในประเทศไทย
ในสัปดาห์ที่แล้ว (28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม) ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับลงต่อตามที่เราคาดไว้ในบทวิเคราะห์สัปดาห์ก่อน ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังเดินหน้าฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตัวเลขมหภาคของเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐ และยุโรปยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งส่งผลให้ IMF ปรับเพิ่มประมาณการ GDP สหรัฐ และราคาน้ำมันยังคงสูงขึ้นอีก แต่ภาวะตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ยังคงเร่งตัวขึ้นจนทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 6,000 รายไปแล้ว นอกจากนี้ ภาวะตลาดยังได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของปริมาณวัคซีนที่จะได้รับมอบจาก AstraZeneca ด้วย โดยเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าในช่วงสองถึงสามเดือนข้างหน้า ประเทศไทยอาจจะได้รับวัคซีน AstraZeneca เพียงประมาณ 6 ล้านโดส/เดือน ซึ่งต่ำกว่าเป้าของรัฐบาลที 10 ล้านโดส/เดือน แต่ในอีกด้านหนึ่ง หุ้นกลุ่มปิโตรเคมียัง outperform ตลาดเล็กน้อย เนื่องจากการที่ OPEC+ เลื่อนการตัดสินใจออกไปทำให้ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น
สำหรับในสัปดาห์นี้ (5-9 กรกฎาคม) เราคาดว่าดัชนี SET จะยังคงปรับลดลงแบบ sideways down ต่อไป และอาจจะ underperform ตลาดหุ้นอื่นในเอเซีย เนื่องจากความตึงเครียดของสถานการณ์ COVID-19 โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ศบค. ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ยอดผู้ติดเชื้อรายวัน จะเร่งตัวขึ้นอีกในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า ในขณะที่ความมั่นใจของตลาดเกี่ยวกับการกระจายวัคซีน และ ความสามารถในการรับมือการระบาดของเชื้อสายพันธ์ถูกสั่นคลอนจากการที่ประเทศไทยจะได้รับวัคซีน AstraZeneca ในจำนวนที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ สำหรับปัจจัยภายนอก นักลงทุนยังต้องติดตามรายงานการประชุม FOMC ที่กำหนดจะเผยแพร่ในวันที่ 8 กรกรกฎาคม (ตามเวลาท้องถิ่น)เพื่อดูรายละเอียดการตัดสินใจของ Fed เมื่อเดือนที่แล้ว ในขณะเดียวกัน ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาดที่ 850,000 ตำแหน่ง (สูงกว่า consensus ที่คาดไว้เพียง 680,000 ตำแหน่ง) น่าจะทำให้ตลาดการเงินยังเป็นกังวลกับประเด็นการลดขนาด QE อยู่ต่อไป สำหรับ downside ของตลาดหุ้นไทย เรายังคงมองว่าหากไม่มีการประกาศ lockdown กรุงเทพเต็มรูปแบบ (ซึ่งเรามองว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก) ดัชนี SET น่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1,550 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้ earnings yield gap 12 เดือนอยู่ที่ประมาณ 4.1% เท่ากับค่าเฉลี่ยระยะยาว
สองปัจจัยหลักในสัปดาห์นี้ คือ สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทย และรายงานการประชุม Fed
(-) ความคืบหน้าของสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทย ภายใต้สมมติฐานว่ายอดผู้ติดเชื้อรายวันจะยังคงเร่งตัวขึ้นอีก และยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอุปทานของวัคซีน เราเชื่อว่าหุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มท่องเที่ยวและหุ้นในธีม re-opening จะ underperform ดัชนี SET โดยนักลงทุนควรติดตามข่าวเกี่ยวกับ Phuket sandbox หลังจากที่สื่อในประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่าพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่ภูเก็ตสองสามราย
(0) การเผยแพร่รายงานการประชุม FOMC ในวันที่ 8 กรกฎาคม FOMC จะเผยแพร่รายงานการประชุมเดือนมิถุนายน เราคิดว่าตลาดจะตอบรับในเชิงลบถ้าหากมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่กรรมการใน FOMC หารือเกี่ยวกับกรอบเวลาในการลดขยาด QE แต่ในทางกลับกัน หากในรายงานการประชุมไม่มีสัญญาณของการลดขนาด QE อาจจะทำให้ตลาดกลับไปอยู่ในโหมด risk-on ชัดเจนมากขึ้น
เน้นหุ้นกลุ่มที่น่าจะฝ่ากระแส COVID-19 ได้ดี เช่น หุ้นส่งออก, โรงพยาบาล และกลุ่มบรรจุภัณฑ์
เนื่องจากเรามองว่าดัชนี SET จะยังปรับตัวลดลงในแบบ sideways down ต่อไป และสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนจึงยังควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่ตามปกติจะเป็นที่นิยมของตลาด แล้วหันมาเน้นหุ้นที่มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ในระยะสั้น อย่างเช่น i) หุ้นส่งออกที่จะได้อานิสงส์จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ดี (KCE*, SAT) ii) หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งมีผลประกอบการ 2Q64 มีแนวโน้มแข็งแกร่ง อย่างเช่น BCH*, CHG* และ iii) หุ้นบรรจุภัณฑ์ซึ่งจะได้อานิสงส์จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจัดส่งสินค้าแบบ delivery ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ที่รุนแรงมากขึ้น (EPG*, SCGP*)









