หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เผยแพร่ผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง
หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เผยแพร่ผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง มาเป็นเวลา 51 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2514 โดยการสำรวจนี้ถือเป็นการสำรวจเดียวที่สะท้อนสภาพธุรกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างครอบคลุม ซึ่งการสำรวจครั้งล่าสุด จัดทำขั้น ระหว่างวันที่ 10 พ.ค. -9 มิ.ย. 2564 จากการมีการจัดส่งแบบสำรวจไปยังบริษัทที่เป็นสมาชิก JCCB จำนวน 1,658ราย โดยมีบริษัทที่ตอบกลับ 593ราย (คิดเป็น 35.8%)
ผลสำรวจด้านสภาพธุรกิจโดยสะท้อนจากค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index: DI) พบว่า ค่าดัชนีครึ่งแรกปี 2564 อยู่ที่ 25 สูงขึ้นจากช่วงครึ่งหลังของปี 2563 โดย ซึ่งอยู่ที่ 24 อย่างไรก็ตาม แม้ค่าดัชนีเเนวโน้มเศรษฐกิจจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่คาดการณ์สำหรับครึ่งหลังปี 2564 จะอยู่ที่ 14
“แม้ว่าตัวเลขคาดการณ์ค่าดัชนี DI ในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2564 นั้นจะปรับตัวเป็นบวกลดลง (25→14) อันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19แต่ค่าดัชนีDI ยังคงค่าเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังเผยถึงความเห็นด้านต่างๆ ประกอบด้วย ด้านการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักร (อุตสาหกรรมการผลิต)สัดส่วนของบริษัทที่คาดว่าจะ “ลงทุนเพิ่ม” คิดเป็น 40% ขณะที่ 32% ของบริษัทผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าจะ “ลงทุนคงที่”และ19%คาดว่าจะ “ลงทุนลดลง” ขณะที่แนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง พ.ศ. 2564 (ก.ค.-ธ.ค.) บริษัทที่คาดว่าการส่งออกจะ “เพิ่มขึ้น” คิดเป็น 46% และ 42% คาดว่าการส่งออกจะ “คงที่” ส่วน 13%คาดว่าการส่งออกจะ “ลดลง”
ด้านประเด็นปัญหาด้านการบริหารองค์กร ซึ่งสามารถตอบได้หลายข้อนั้นบริษัทผู้ตอบแบบสำรวจเลือกตอบประเด็นการแข่งขันกับบริษัทอื่นรุนแรงขึ้นสูงสุดถึง 68% มากที่สุด รองลงมาได้แก่ ราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น47%และมาตรการรองรับผลกระทบจากโรคโควิด-19 44%และค่าใช้จ่ายด้านบุลากรเพิ่มสูงขึ้น42%
นอกจากนี ้ยังมีการพูดถีึงประเด็นการขาดแคลนวิศวกร ในสัดส่วนที่สูงถึง 34% เรื่องของความต้องการตลาดภายในประเทศซบเวษ และพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป
นำไปสู่คำถามถึงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย พบว่านักธุรกิจญี่ป่นุให้ความสำคัญเรื่องการดำเนินการตามมาตรการรองรับผลกระทบจากโรคโควิด-19” สูงถึง61% ซึ่งเป็นประเด็นที่บริษัทต่างๆต้องการร้องขอต่อรัฐบาลไทยมากที่สุด ส่วนประเด็นรองลงมาได้แก่ การส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสาธารณูปโภค การพัฒนาปรับปรุงระบบและการบังคับใช้ระบบศุลกากรและพิธีการศุลกากร
"ประเด็นอื่นๆที่อยากเรียกร้องจากรัฐบาล เช่น การพัฒนาปรับปรุงการบังคับใช้ระบบภาษีเช่น ระบบภาษีเงิน
ได้นิติบุคคล การรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน การปรับปรุงความสะดวกในการขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่า การปรับปรุงพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการลงทุน
ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา ธุรกิจญี่ปุ่นในไทยเห็นว่ามีสิ่งที่ปรับปรุงดีขึ้น ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล มาตรการรองรับผลกระทบจากโรคโควิด19 การส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสาธารณูปโภค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร และการปรับปรุงความสะดวกในการขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่า สำหรับการสำรวจครั้งนี้ ได้ถามถึงผลกระทบจากโรคโควิด-19 ธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบเชิงลบต่อยอดขาย ตั้งแต่
5% ขึ้นไป แต่ไม่ถึง20% ในสัดส่วนสูงสุดที่ 40% รองลงมาเป็นกลุ่มที่ยอดขายลดลงตั้งแต่20%ขึ้นไป แต่ไม่ถึง50% สัดส่วน 17%และบริษัทที่คาดว่าจะไม่มีผลกระทบ12%
ผลกระทบจากโควิด-19 ยังมีผลต่อการดำเนินการด้านซัพพลายเชนซึ่งผลสำรวจกลับชี้ว่าธุรกิจที่มองว่าเรื่องนี้ไม่มีประเด็นใดเป็นพิเศษ สัดส่วน 38% ในด้านห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ที่บริษัทให้ความสำคัญในการดำเนินการ ณ ขณะนี ้ซึ่งเป็นตัวเลือกที่มีบริษัทเลือกตอบมากที่สุด ในขณะที่การปรับเปลี่ยนและการกระจายซัพพลายเออร์(รวมถึงซัพพลายเออร์ภายในประเทศไทยด้วยสัดส่วน 29% และ การสร้างกลไกที่ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนซัพพลายเออร์ได้อย่างยืดหยุ่นคล่องตัว21% เป็นประเด็นที่บริษัทเลือกตอบในลำดับรองลงมาการคาดการณ์ที่มีต่อกิจกรรมทางธุรกิจในอนาคต
เมื่อสอบถามเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทที่มีต่อการฉีดวัคซีนของพนักงาน บริษัทส่วนใหญ่ระบุว่า โดยหลักการจะสนับสนุนให้พนักงาน
ฉีดวัคซีนแต่ข้อกังวลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนของพนักงานต่อความรับผิดชอบในกรณีที่บริษัทกำหนดให้พนักงานต้องฉีดวัคซีนหรือสนับสนุนให้พนักงานฉีดวัคซีนแล้วเกิดผลข้างเคียง
ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยเกี่ยวกับวัคซีนนั้น ได้แก่ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์เช่น ประสิทธิภาพ, ความปลอดภัย, ผลข้างเคียง, ความเสี่ยงต่อสุขภาพ, แผนการฉีดวัคซีน, ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีน เป็นต้น การอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีน และ การเพิ่มชนิดของวัคซีนที่สามารถให้บริการฉีดได้
ด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนบริษัทต่างๆที่ระบุว่าสนใจสิทธิประโยชน์ของ BOI ในข้อ 8.2 เลือกตอบมากที่สุด คือ “พลังงานสีเขียวเช่น ไฟฟ้าหรือไอน้ำจากพลังงานทดแทน ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน เช่น ชิ้นส่วนประหยัดพลังงานในรถยนต์, เซลล์แสงอาทิตย์และ
วัสดุที่เกี่ยวข้อง, เซลล์เชื้อเพลิง, เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เป็นต้น และ “การบำบัดหรือกำจัดกากอุตสาหกรรม ส่วนเหตุผลที่ไม่สนใจสิทธิประโยชน์การลงทุน ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า “กิจการของบริษัทไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของสิทธิประโยชน์ รองลงมาคือไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ และ ขอบเขตของกิจการที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสิทธิประโยชน์ค่อนข้างจำกัด









