หุ้นไทยวันนี้ (22 มิ.ย.) เปิดตลาดดัชนีอยู่ที่ 1,612 จุด ปรับขึ้น +11.24 จุด หรือคิดเป็น +0.70% โบรกชี้ตลาดลุ้นประธานเฟดคืนนี้จะยืนยันการดำเนินมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินลดความกังวลของนักลงทุน คาดดัชนียืนเหนือ1,606 จุดได้
หุ้นไทยวันนี้ (22 มิ.ย.) เปิดตลาดดัชนีอยู่ที่ 1,612 จุด ปรับขึ้น +11.24 จุด หรือคิดเป็น +0.70% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 7,196 ล้านบาท
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ลาดหุ้นผันผวนหลังค่าเงินสหรัฐฯ อ่อนค่าลง นักลงทุนจับตานายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดซึ่งจะแถลงต่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ คืนนี้เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และการใช้นโยบายการเงินของเฟด ซึ่งรวมถึงการปล่อยเงินกู้ฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ซึ่งตลาดคาดว่าประธานเฟดจะแสดงความเห็นยืนยันการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเพื่อลดความกังวลของนักลงทุน และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
เราคาดหุ้นเอเชียและไทยมีแนวโน้มฟื้นตัว อย่างไรก็ตามความกังวลเรื่องการไหลออกของเงินทุน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การฟื้นตัวในระยะสั้นอยู่ในกรอบจำกัด โดยภาพทางเทคนิค จะกลับมามีสัญญาณเชิงบวกปรับตัวขึ้นเหนือ 1,606 ขณะที่โมเมนตัมการเก็งกำไรระยะสั้นอาจเสียไปหากไม่สามารถยืนเหนือ 1,580 จุด ได้ คาดดัชนีวันนี้แนวรับ 1,580-1,590 จุดและแนวต้าน 1,606-1,620 จุด
เนื่องจากหุ้นไทยเหมือนปี พ.ศ.2556 หรือ 2557 มากกว่ากัน ในมุมของความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นเทียบพันธบัตร (Earnings yield gap: EYG) อยู่ในระดับต่ำหลังหุ้นขึ้นแรง ทำให้มีความเสี่ยงที่หุ้นไทยอาจจะปรับฐานได้ หากประมาณการกำไรบจ.ชะลอลง (ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณ) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2556 อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในมุมของผลตอบแทนพันธบัตร การเคลื่อนไหวของเส้นโค้งผลตอบแทน (Yield curve) ในปัจจุบัน มีความคล้ายคลึงสถานการณ์ในปี 2557 มากกว่าที่เกิด Yield curve flattening (ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลงมากกว่าพันธบัตรระยะสั้น) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นบวกกับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งนี้เรามองสถานการณ์ในปัจจุบันมีส่วนผสมทั้งสองช่วงเวลา ซึ่งหากไม่มีการปรับลดลงแรงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เราประเมินการเคลื่อนไหวจะโน้มเอียงไปในลักษณะของปี 2557 ที่หุ้นมีโอกาสไทยแกว่งตัวขึ้น
นายกิจพณ ยังคาดว่า หุ้นปันผลสูง-ปลอดภัย จะมีบทบาทกับตลาดมากขึ้น แม้มุมมองเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องจะยังเป็นบวกกับหุ้นในกลุ่มได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ (reflation) แต่ความผันผวนที่สูงขึ้นประกอบกับมุมมองเงินเฟ้ออาจจะสูงสุดแล้ว ทำให้เกิดการปรับลดน้ำหนักการลงทุนของหุ้นกลุ่มนี้ลง ขณะที่หุ้นในกลุ่มปันผลสูงและปลอดภัย คาดจะมีโอกาสฟื้นตัวเด่นมากขึ้นจาก 1) ยังคงมีการถือครองโดยนักลงทุนต่ำ (under-owned) 2) เงินปันผลที่สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรมาก ทำให้ช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทน 3) ยัง Laggard การเคลื่อนไหวของหุ้นโดยรวมนับจากโควิดเป็นต้นมา โดยเฉพาะ สื่อสาร, กองรีทส์ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 4) หุ้นบางกลุ่ม ได้อานิสงค์จากประเด็นเปิดเมือง อาทิ กลุ่มการแพทย์
สำหรับธีมลงทุนอื่นที่น่าสนใจ 1) กลุ่มพลังงาน ปิโตรฯ PTT, PTTGC, IVL, IRPC 2) อาหารและเกษตร TVO, CPI, TU, CPF 3) ได้ประโยชน์จากเราชนะ TNP และ KK เนื่องจากเป็นร้านค้าธงฟ้า 4) การขายประกันโควิด บวกต่อ THRE, TIP, TQM 5) ปันผลและกองรีทส์ ADVANC, BTSGIF, CPNREIT, AIMIRT, FTREIT, EASTW, WHAUP, TTW, TIP 6) เก็งกำไรกลุ่มดิจิตัลทีวี BEC, WORK, MONO, JKN 7) หุ้นกลุ่มเหล็ก TSTH, GJS, AMC 8) กลุ่มโลจิติกส์ที่มีสัญญาณระยะสั้นเป็นบวก SONIC, NCL 9) หุ้นกลุ่มเรือ TTA, PSL, RCL









