วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

IRC - ซื้อ (28 พ.ค.64)

กำไร 1H64 เติบโต 59%YoY จาก GPM ทรงตัวในระดับสูง

ประเด็นสำคัญในการลงทุน

  • รายงานกำไร 2Q64 เติบโต 8%QoQ และ 33%YoY : รายงานกำไร 2Q64 (ม.ค. -มี.ค. 64) ที่ 132 ลบ. โดยได้แรงหนุนจากรายได้เติบโต 8%QoQ และ 9%YoY สู่ 1.45 พันลบ. ตามยอดการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ปรับตัวสู่ 465,833 คันและ 516,360 คันเพิ่มขึ้น 3%YoY และ 8%YoY ตามลำดับ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นจาก 2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนสู่ 16% เนื่องจากใช้อัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวลงจากระดับ 17.6% เนื่องจากต้นทุนการผลิตปรับตัวขึ้นโดยเฉพาะ ยางสังเคราะห์ และยางพารา ด้านอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายปรับตัวลง 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าสู่ 6.4% เนื่องจากรายได้เติบโตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ บริษัทรายงานกำไร 6M64 ที่ 253 ลบ. เติบโต 59%YoY และคิดเป็น 70% ของประมาณการเดิมที่ 323 ลบ.
  • คาดอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 64 กลับมาเติบโต 5% และจะเร่งตัวขึ้นในปี 65 : ปี 64 สภาอุตสาหกรรมฯ คาดการณ์การผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ 1.50 ล้านคันและ 1.86 ล้านคันเพิ่มขึ้น 5%YoY และ 15%YoY ตามลำดับ ทั้งนี้ยอดผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์เดือน ม.ค. - มี.ค.64 อยู่ที่ 65 แสนคันและ 5.16 แสนคัน เติบโต 3%YoY และ 9%YoY ตามลำดับ เนื่องจากประเทศคู่ค้าเริ่มมียอดขายรถยนต์ดีขึ้น และความต้องการรถยนต์ในประเทศเริ่มฟื้นตัวหลัง COVID อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของ COVID รอบ 3 (ช่วงเม.ย. - พ.ค.64) ขณะที่ปี 65 คาดว่ายอดผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์จะเพิ่มขึ้นสู่ 1.63 ล้านคันและ 2.1 ล้านคันเติบโต 9%YoY และ 13%YoY ตามลำดับเนื่องจากคาดว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้นหลังเริ่มทยอยฉีดวัคซีน COVID-19 ตั้งแต่เดือนมิ.ย. 64 ที่มีการนำเข้าวัคซีนล็อตใหญ่จากต่างประเทศ
  • ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรปี 64 ขึ้น 19% จาก 323 ลบ. สู่ 383 ลบ. จากปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น : ฝ่ายวิจัยคงคาดการณ์รายได้รวมปี 64 ราว 4.89 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปี 63 แม้ว่ารายได้ 6 เดือนแรกของปี 64 (ต.ค.63-มี.ค.64) จะคิดเป็น 57% ของประมาณการ เนื่องจากเรายังกังวลการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบ 3 และการขาดแคลนชิปประมวลผลในอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างไรก็ตามเราเห็นพัฒนาการของอัตรากำไรขั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ (ไตรมาส 1/64-2/64 อยู่ที่ 17.6% และ 16% ตามลำดับ) เนื่องจากการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนสูตรชิ้นส่วนยาง  เราจึงปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นขึ้นจากเดิม 15% เป็น 16.3% (อัตรากำไรขั้นต้น 6M64 อยู่ที่ 16.8%) จากมุมมองเชิงอนุรักษ์นิยมหลังราคาน้ำมันดิบ ราคายางพารา และโพลิเมอร์ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้เราปรับเพิ่มกำไรปี 64 เพิ่มขึ้น 19% จาก 323 ลบ. สู่ 383 ลบ. เติบโต 74%YoY
  • ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรปี 65 ขึ้น 12% จาก 363 ลบ.สู่ 408 ลบ. ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ : ฝ่ายวิจัยคงคาดการณ์รายได้รวมปี 65 ราว65 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%จากปี 64 หลังทั่วโลกเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่ ธ.ค. 63 และในไทยเริ่มฉีดวัคซีน COVID-19 ตั้งแต่มิ.ย. 64 และคาดว่าปริมาณการวัคซีนในไทยจะเร่งตัวขึ้นใน 2H64 หลังได้รับส่งมอบวัคซีนอีก 16 ล้านโดสจากแอสตร้าเซเนกา อย่างไรก็ตามเราปรับเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจาก 14.5% สู่ 15% (อ่อนตัวลงปี 64 เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก) ส่งผลให้ปรับประมาณกำไรปี 65 เพิ่มขึ้น 12% จาก 363 สู่ 408 ลบ. เติบโต 7%YoY
  • คงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับเพิ่มราคาเหมาะสมสู่ 290 บาท : เราประเมินมูลค่าด้วยวิธี Price to Earnings Ratio (P/E Ratio) โดยอิงค่าเฉลี่ย P/E Ratio ย้อนหลัง 1 ปีที่ 12.5 เท่า และปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 64 สู่ 1.91 บาทต่อหุ้น ได้ราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้นจาก 21.30 บาทต่อหุ้นเป็น 23.90 บาทต่อหุ้น และคาดหวัง Yield ที่ 6% โดย IRC มีจุดเด่นจาก 1) D/E ต่ำเพียง 0.3 เท่า 2) มีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ (เงินสดราว 1.7 พันลบ.) และ3) ราคาหุ้นในปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

ปัจจัยเสี่ยง

  1. อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ในปี 2564
  2. ราคาน้ำมันดิบและราคายางพาราปรับตัวขึ้น