วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาพรวมดัชนีมีโอกาสใกล้ฟื้น แต่ควรระวังแรงทำกำไรหุ้นรายตัวมากขึ้น

มีโอกาสใกล้ฟื้นตัวแต่ตลาดจะระมัดระวังมากขึ้น

ประเมินตลาดหุ้นระยะสั้นมีโอกาสใกล้ฟื้นตัวหลังปรับลดลงแรงตอบรับล่วงหน้าต่อโอกาสปรับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯในลักษณะที่ลดการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินลง (tapering) อย่างไรก็ตามนักลงทุนจะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกับกำหนดการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ในครั้งต่อไป 15-16 มิ.ย. หลังรายงานการประชุมฉบับล่าสุด เปิดเผยถึงการที่กรรมการบางส่วนได้เริ่มหารือถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และเสนอให้เริ่มอภิปรายเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนที่แตกต่างในแต่ละภูมิภาคเป็นความเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออก ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนของสหรัฐฯ และยุโรปที่เดินหน้าเร็วกว่าเอเชียมาก จะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศซีกโลกตะวันตกมีพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าเอเชียและตลาดเกิดใหม่ เมื่อประกอบกับความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้ต้องติดตามความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออก ซึ่งอาจทำให้หุ้นไทย (รวมถึงเอเชียและตลาดเกิดใหม่) เคลื่อนไหวด้อยกว่า (Underperform) หุ้นสหรัฐฯ และยุโรปในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าได้

กลยุทธ์ยังเน้นเลือกเก็งกำไรรายตัวในธีมที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) กลุ่มพลังงาน ปิโตรฯ PTT, PTTGC, IVL, IRPC 2) อาหารและเกษตร TVO, CPI, TU, CPF 3) ได้ประโยชน์จากเราชนะ TNP และ KK เนื่องจากเป็นร้านค้าธงฟ้า 4) ไฟฟ้าชุมชน เรามองบวกต่อพลังงานทดแทน โดยเฉพาะ ETC และ ACE 5) การขายประกันโควิด บวกต่อ THRE, TIP, TQM 6) ปันผลและกองรีทส์ ADVANC, BTSGIF, CPNREIT, AIMIRT, FTREIT, EASTW, WHAUP, TTW, TIP

ภาพรวมกลยุทธ์ ระยะสั้นคาดปรับลงไม่หลุด 1550 และมีโอกาสใกล้ฟื้นตัว แต่การฟื้นรอบนี้ตลาดจะเพิ่มความระวังและการปรับพอร์ตเลือกหุ้นรับทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรและหุ้นรายตัวที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ โดยยังคงคำแนะนำไม่ไล่ราคาในหุ้นที่ปรับขึ้นมาก // หุ้นแนะนำวันนี้ เก็งกำไร PTT*, KEX*, TIP*, TIDLOR*

แนวรับ 1,520-1,540 / แนวต้าน : 1,560-1,585 จุด สัดส่วน : เงินสด 40% : พอร์ตหุ้น 60%

 

ประเด็นการลงทุน

กกร.หั่นคาดการณ์ GDP ปี 64 เหลือ 0.5-2.0%. กกร.ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 64 เหลือขยายตัวในกรอบ 0.5-2.0% จากเดิมที่ 1.5-3.0% หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงจากโควิด-19 แพร่ระบาดระลอกสามที่รุนแรง พร้อมประเมินส่งออกโต 5.0-7.0% จากเดิมที่ 4.0-6.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดอยู่ในกรอบ 1.0-1.2%

เจ้าหนี้ผ่านแผนกู้ THAI รัฐ-เอกชน ใส่เงิน 5 หมื่นล้าน. แผนฟื้นฟูการบินไทยผ่านฉลุย เจ้าหนี้ 92% ไฟเขียว หลังคลังรับปากให้การสนับสนุนด้านการเงินและคงสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการบินไม่น้อยกว่าก่อนเข้าฟื้นฟูกิจการ รัฐและเอกชนใส่เงินรวมกัน 5 หมื่นล้านบาท

DOD. อย.คืนใบอนุญาตนำเข้าเมล็ดกัญชง เตรียมเดินหน้านำเข้าล็อตแรกเดือน มิ.ย. นี้พร้อมยื่นจัดตั้งโรงสกัด

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง - เรามองการเสนอปรับค่า K เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มรับเหมา CK (ซื้อ, TP 19 บาท) STEC (ซื้อ, TP 18 บาท) อย่างไรก็ตามด้วยต้นทุนของเหล็กที่ปรับสูงขึ้นมาก และน้ำหนักของการเร่งใช้งบประมาณเยียวยาโควิด มากกว่างานก่อสร้าง การปรับขึ้นต่อควรหาโอกาสขายล็อคกำไร (sell into strength)

MSCI Rebalancing ไทยถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนลงเหลือ 1.73% (จาก 1.83%) ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจกดดันการเคลื่อนไหวของ SET Index ในระยะสั้น และกระทบต่อหุ้นที่หลุดคำนวณ อย่าง KBANK-F และ DTAC รวมทั้งหุ้นที่ถูกลดน้ำหนัก อาทิ PTT, KBANK, INTUCH, CPN, SCC, CPALL, EGCO, TU อย่างไรก็ตามการเก็งกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้อง อาจทำได้โดยเลือกหุ้นที่เข้าคำนวณ SCGP, CBG หรือหุ้นที่ถูกปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ได้แก่ OSP, KTC, STGT, BH / หุ้นขนาดเล็ก ที่เข้าคำนวณ Global Small Cap ได้แก่ ACE, PSL, RCL, SCCC, SINGER, SYNEX, TTA และ TOA / มุมมองทางกลยุทธ์ประเมิน CBG, OSP, ACE, TOA น่าสนใจสำหรับการเก็งกำไรในช่วง 1-2 สัปดาห์ ก่อนการปรับดัชนีมีผล 27 พ.ค.64

 

ประเด็นติดตาม: - 20 พ.ค.: FOMC Meeting Minute/ US Initial Jobless Claims,    21 พ.ค.: US Manufacturing PMI เดือน พ.ค.

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)