วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จีดีพี' กับรัฐมนตรีพลังงาน

เปิดบทวิเคราะห์ ทำไมหากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว ด้วยการที่ประชาชนนำเงินออมออกมาใช้จ่าย ถึงอาจส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อ "จีดีพี" หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มากกว่าเป็นผลดี?

สัปดาห์นี้มีการถกเถียงกันผ่านสื่อและสังคมออนไลน์เรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอให้ชาวไทยนำเงินออมออกมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื้อหาของข้อเสนอ หรือเชิญชวนได้รับการสรุปออกมาว่า ถ้าชาวไทยนำเงินออมที่ฝากไว้ในธนาคาร 5-6 แสนล้านบาทออกมาใช้ มันจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว 3-4% การขยายตัวนี้ใช้มาตรที่เรียกว่า “จีดีพี” เป็นตัวชี้วัด

“จีดีพี” เป็นอักษรย่อของ Gross Domestic Product ซึ่งแปลว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ดี คงจะมีผู้ใช้และผู้อ่าน หรือฟังไม่มากนักที่เข้าใจจริงๆ ว่าหมายถึงอะไร คำนวณออกมาอย่างไร ครอบคลุมและไม่ครอบคลุมอะไร ฯลฯ คอลัมน์นี้พยายามชี้แจงหลายครั้งในหลายบริบท ล่าสุดเป็นบทความประจำวันที่ 6 ก.ย.2562 เรื่อง “การสร้างจีดีพีด้วยวิธีสามานย์” (ภาค 2)

การมีความเข้าใจในความตื้นลึกหนาบางของ “จีดีพี” ไม่ทัดเทียมกัน ดูจะเป็นที่มาสำคัญของการถกเถียงกันเกี่ยวกับข้อเสนอของรัฐมนตรีพลังงาน ในการถกเถียกกันนั้นไม่เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดว่า ตัวรัฐมนตรีเองเข้าใจลึกซึ้งเพียงไรและข้อเสนอนั้นหากประชาชนจำนวนมากทำตามจะทำให้เกิดอะไร เนื่องจากเรื่องนี้มีประเด็นเกี่ยวเนื่องที่มีความกว้างลึกสูง จึงจะพูดถึงได้เพียงบางประเด็นเท่านั้น

ในเบื้องแรก จีดีพีที่เกิดจากข้อเสนอของรัฐมนตรีพลังงานอาจสร้างผลเสียหายร้ายแรงมากกว่าผลดี เนื่องจากการใช้จ่ายนั้นอาจเป็นจำพวกการเข้าไปชมการแข่งขันชกมวยในสนามที่มีความแออัดสูง และการเข้าไปใช้บริการในสถานบันเทิงต่างๆ รวมทั้งในซอยทองหล่อ ซึ่งก่อให้เกิดการขยายตัวของจีดีพีแน่นอน แต่เป็นจีดีพีที่แสนสามานย์ เพราะนำไปสู่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกที่ 1 และระลอกที่ 3 

การระบาดนี้มีความเสียหายใหญ่หลวงตามมา รวมทั้งการเจ็บป่วยและล้มตายซึ่งคงไม่มีใครต้องการ ขณะที่จีดีพีนับค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการเจ็บป่วยและล้มตายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจีดีพีที่เพิ่มขึ้นอีกทอดหนึ่งด้วย ฉะนั้น ในขณะที่เศรษฐกิจซบเซาเพราะประเทศตกอยู่ในภาวะปัจจุบัน การมองด้านการชักชวนให้ใช้จ่ายเพียงด้านเดียวอาจเป็นการคิดสั้น เพราะอาจเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี

ประเด็นที่สอง ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงซึ่งอาจนำไปสู่การตกงาน หากการชักชวนนั้นได้ผล คนไทยในสัดส่วนที่สูงขึ้นอาจเพิ่มการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตแต่จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นด้วย หากพวกเขาต้องตกงานและขาดรายได้ในสภาพที่ไม่มีเงินออมเหลืออยู่ พวกเขาจะทำอย่างไร? ภาครัฐจะรับภาระเลี้ยงดูพวกเขาหรือ?

ประเด็นที่สาม ในเงินออม 5-6 แสนล้านบาทนั้น อาจคาดเดาได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นของชนชั้นเศรษฐี ซึ่งน่าจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อหาอะไรมาเพิ่ม หากพวกเขาทำหมายถึงการนำไปสู่การใช้ทรัพยากรโลกโดยไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น การชักชวนให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นนี้จึงย้อนแย้งกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่บอกว่าจะยึดแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานของการบริหารประเทศ

เกี่ยวกับประเด็นนี้ เนื่องจากชนชั้นเศรษฐีมีศักยภาพทางการเงินที่จะใช้จ่ายได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้แก่การตำเนินชีวิตของตัวเอง รัฐบาลอาจเชิญชวนให้เข้ามาร่วมโครงการของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจน หรือตกงาน และในด้านการรักษาพยาบาลก็ได้ ในการเชิญชวนนี้ รัฐบาลอาจแสดงความจริงใจด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐในด้านเหล่านั้นพร้อมกับลดการใช้จ่ายในด้านที่ไม่มีความเร่งด่วน หรือยืดหยุ่นได้ เช่น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งต้องส่งเงินไปใช้ในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่และไม่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในอยู่แล้ว

เนื่องจากจีดีพีมีความบกพร่องมากมายดังกล่าว ปราชญ์ทางเศรษฐศาสตร์จึงพยายามสรรหาทางเลือก หรือปรับปรุงให้ดีขึ้นมานาน ณ วันนี้ยังไม่มีข้อสรุปซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าจะทำอย่างไร การใช้จีดีพีเป็นตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจจึงต้องทำด้วยความเข้าใจในข้อบกพร่องของมัน