วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แรงงานพ่าย 'โควิด' หนี้พุ่ง 2 แสน/ครัวเรือน

(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) ม.หอการค้าไทย ประเมินสภาพภาพแรงงาพบภาระหนี้พุ่งสูงสุดประวัตการณ์ ขณะที่เม็ดเงินใช้จ่ายช่วงแรงงานต่ำสุดรอบ 10 ปี คาดคุมเข้มมาตรการโควิดช่วง 14 วันทำเม็ดเงินหายจากระบบเพิ่มเป็น 8 หมื่นล้านบาท

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ธนวรรธน์ พลวิชัย ระบุ ผลการสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2564 โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท โดยสอบถามถึงภาระหนี้เมื่อเทียบกับก่อนกับเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 เมื่อปี 2562 เทียบกับสถานการณ์ปัจุบันคือ ปี 2564 พบว่าภาระหนี้ของครัวเรือนแรงงานไทยปี 2564 มีจำนวน 205,809 บาท เพิ่มขึ้น 29.56% หรือเป็นภาระหนี้ที่สูงสุดเป็นประวัตการณ์ โดยส่วนใหญ่ยังคงกู้หนี้ในระบบสัดส่วน 71.6%

ทั้งนี้ สาเหตุที่มีการก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น มาจากการก่อหนี้เพื่อใช้จ่ายทั่วไป เนื่องจากรายจ่ายที่มากกว่ารายรับ แม้ว่าเงินเดือนหรือค่าจ่ายไม่ได้ถูกปรับลดลงก็ตาม โดยภาคธุรกิจยังมีการประคองการจ่ายงาน แต่ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้มีการใช้จ่ายมากขึ้นส่วนทางกับรายได้ ขณะที่กลุ่มสำรวจที่ได้รับผลกระทบมากสุดจะอยู่ในกลุ่มหาเช้ากินค่ำ แรงงานภาคบริการท่องเที่ยว ดังนั้นรัฐบาลควรจะมีมาตรการประคองการจ้างงานด้วยการจ่ายเงินเดือนให้ครึ่ง หรือโคเพย์ ในการช่วยภาคธุรกิจประคองการจ้างงาน

นอกจากนี้แรงงานไทยยังกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และการแพร่ระบาดโควิด ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งหยุดการแพร่ระบาดโควิด มีการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง และกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา โดยโครงการของภาครัฐที่สามารถช่วยเหลือภาคครัวเรือนได้มากที่สุดในด้านการลดค่าครองชีพ คือ โครงการคนละครึ่ง รองลงมาโครงการเราชนะ และโครงการม.33 เรารักกัน

อย่างไรก็ตาม ยังได้มีการสอบถามถึงการใช้จ่ายในช่วงวันหยุดแรงงานปี 2564 เทียบกับปี 2562 เพราะในปี 2563 ไม่ได้มีการสำรวจการใช้จ่ายวันแรงงาน พบว่าจะมีการใช้จ่ายรวม 1,793 ล้านบาท ลดลง 19.7% หรือต่ำสุดในรอบ 10 ปี นับตัเองแต่ปี 2555

สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย โดยประเมินว่าการใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิดที่เข้มข้นมากขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์นี้ จะทำให้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจหายไปประมาณวันละ 6 พันล้านบาท จากเดิมที่คาดการณ์การควบคุมแบบไม่เข้มข้นเม็ดเงินหายไปประมาณ 3 พันล้านบาท หรือหายเพิ่ม 30-40% ดังนั้นในช่วง 14 วันจะมีเม็ดเงินหายไปเป็น 8 หมื่นล้านบาท จาดเดิมคาดว่าหายไป 4 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี ทางศูนย์ฯยังคงไม่ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่ารัฐบาลจะคุมสถานการณ์ได้ภายใน 3 เดือน หรือภายในเดือนมิ.ย. ที่สถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายจะทำให้มีเม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจ 3 แสนล้านบาท แต่หากลากยากเกินกว่านั้นเศรษฐกิจไทยจะเสียหายเพิ่มเติมเป็น 3-4.5 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะคุมอยู่ และหากมีการเร่งฉีดวัคซ๊นได้ทันตามแผนประกอบกับมีมาตรการเยียวยาจากวงเงินเยี่ยวยา 3 แสนล้านบาทออกมาได้ตามแผน จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตได้ 2.5-3% แต่หากไม่มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้ามาเศรษฐกิจไทยจะโต 1.2-1.8%