วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.ถกขึ้นภาษี VAT ห่วงฐานะการคลังประเทศ

ครม.หารือฐานะการคลัง ถกขึ้นแวต แนะอย่าเอาไปจุดประเด็นการเมือง สั่ง “คลัง” ศึกษารายละเอียด นายกฯ ห่วงภาวะเสี่ยงทางการคลัง หลังโควิดฉุดการจัดเก็บรายได้รัฐบาล เข้มเบิกจ่ายงบเท่าที่จำเป็น เร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 30 มี.ค.2564 ได้หารือวิธีการจะสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณูปโภค พร้อมกันนี้ได้พิจารณาถึงเรื่องความเสี่ยงของสถานะการเงิน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงมีการระบาดของโควิด-19 และช่วงที่ผ่านมาที่เกิดสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การทำจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้ขอให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความสำคัญ 13 เรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจมูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยวิถีชีวิตยั่งยืน การกระจายโอกาสที่กระจุกตัวให้เข้าสู่กลุ่มคนทุกพื้นที่ ปัจจัยสนับสนุนการพลิกโฉมประเทศการสร้างทรัพยากรมนุษย์พัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

แหล่งจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม.ได้มีการหารือกันอย่างกว้างขวางถึงการจัดเก็บรายได้ของประเทศเป็นพิเศษ โดยกระทรวงการคลังรายงานภาพรวมเศรษฐกิจที่เก็บไม่ได้ตามเป้าเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และงบประมาณที่มีอยู่ก็จำเป็นต้องใช้แก้ปัญหาสถานการโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันนี้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อยู่ 7% เท่านั้น

โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความเห็นใน ครม.ว่า การขึ้นภาษีขอให้พิจารณาอย่างตรงไปตรงมา อย่านำไปเป็นประเด็นการเมืองเพราะใครมาก็กลัวประชาชนคัดค้าน และในต่างประเทศเขาเลือกจะขึ้นภาษีในช่วงโควิด เพื่อนำรายได้ไปเพิ่มสวัสดิการให้ประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวสนับสนุนว่าเห็นด้วยกับแนวคิดของนายจุติ

ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความเห็นใน ครม.ว่า ประเทศไทยไม่มีการขึ้นภาษีมานานแล้ว ดังนั้นควรไปศึกษาให้รอบคอบก่อน ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สอบถามว่า ต่างประเทศที่พูดถึงเป็นประเทศเพื่อนบ้านเราหรือประเทศไหน โดยที่ประชุมไม่มีข้อสรุปและให้กระทรวงการคลังไปศึกษารายละเอียดในเรื่องนี้แล้วให้เสนอกลับเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อีกครั้งว่าจะทำในแนวทางใด

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า กระทรวงการคลัง ได้รายงาน ครม.ให้รับทราบรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2563 โดยระบุว่า ความไม่แน่นอนของการจัดเก็บรายได้ท่ามกลางสถานการณ์ได้โควิด-19 ได้สร้างความตึงตัวด้านสภาพคล่องทางการคลัง 

โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ 49.34% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน จากความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 

อีกทั้ง ประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ปีงบประมาณ 2565-2568 จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ้นปีงบประมาณ 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 58.72 % แต่ยังคงไม่เกิน 60% ด้านประมาณการสัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทั้งจากเม็ดเงินของดอกเบี้ย ที่เพิ่มขึ้นตามระดับหนี้ และจากความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ลดลง

ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นกรุงเทพธุรกิจรายงานว่ายังคงมีแรงกดดันจากผลประกอบการในปี 2563 ที่จะใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีงบประมาณ 2564 ส่วนการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และการจัดเก็บภาษีจากฐานรายได้อยู่ในระดับต่ำ 

โดยสัดส่วนภาษีจากฐานรายได้ต่อจีดีพีลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สัดส่วนภาษีจากฐานรายได้ต่อภาษีจากฐานบริโภคของประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ สะท้อนถึงกลไกการกระจายรายได้และการสร้างเสถียรภาพในตัวเองของระบบภาษีของประเทศไทยที่อาจไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงมีข้อเสนอแนะ คือ

1.ระยะสั้นถึงปานกลาง รัฐบาลจะต้องพิจารณาแนวทางเสริมสภาพคล่องเพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากการจัดเก็บรายได้ และควรชะลอการเบิกจ่ายงบประมาณโดยให้หน่วยงานเบิกจ่ายเท่าที่จำเป็นต้องใช้จ่ายจริง

และพิจารณาอนุมัติการใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และรายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เท่าที่จำเป็น รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระดอกเบี้ยอย่างพอเพียง เพื่อป้องกันการผิดชำระหนี้ของรัฐบาล

2.ระยะปานกลางถึงระยะยาว รัฐบาลควรพิจารณาดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี และควรพิจารณาปฏิรูประบบสวัสดิการสำหรับประชาชน บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจัดทำสวัสดิการ รวมทั้งรัฐบาลควรพิจารณาขับเคลื่อนโครงการลงทุนภาครัฐที่ไม่เป็นภาระงบประมาณ เพื่อให้โครงการลงทุนภาครัฐยังสามารถเป็นเครื่องกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง