(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) เอกชนท่องเที่ยวจี้รัฐเปิดรับ นทท.ฉีดวัคซีนแล้ว ก.ค.นี้ นำร่อง ‘ภูเก็ต’
8 องค์กรหลักในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจสายการบิน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรมไทย สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกสาขาประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) สมาคมสายการบินประเทศไทย สมาคมธุรกิจสายการบินประเทศไทย และสมาคมสปาไทย ยื่นเสนอแผนการบริหารจัดการวัคซีนและแผนการเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนแล้วโดยไม่ต้องกักตัว ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2564 เป็นต้นไป ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ทั้งนี้ ตามวาระเร่งด่วนระดับโลกของนานาประเทศคือการจัดสรรและการเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรภายในประเทศของตนเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเร่งการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และคาดว่าประชากรในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา จีน ตะวันออกกลาง และทวีปยุโรปจะได้รับการฉีดวัคซีนเป็นจำนวนถึง 70% ของประชากรทั้งหมดภายในช่วงปลายฤดูร้อนหรือเดือนสิงหาคมนี้
จากการสำรวจร่วมกับบริษัทนำเที่ยวถึงนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศในตลาดเป้าหมายของไทย มีผลสำรวจว่านักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบแล้วต้องการที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมากหากไม่มีการกักตัว ทำให้การกักตัว แม้ว่าจะลดปริมาณวันกักตัวเหลือ 7 วันนั้น ยังคงเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจเดินทางอย่างยิ่ง
ดังนั้นทั้ง 8 องค์กรหลักในธุรกิจท่องเที่ยวบริการและธุรกิจสายการบินของประเทศไทยขอขานรับนโยบาย
ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการเดินหน้าพื้นที่ Sandbox ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก
เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทยกระตุ้นเศรษฐกิจ และสนับสนุนแนวทางของสมาคมหอการค้าไทยในการบริหารจัดการวัคซีน
โดยมีข้อเสนอต่อรัฐบาลในการบริหารจัดการวัคซีนในประเทศไทยเพื่อรองรับการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว และเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ดังต่อไปนี้
1. ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป ให้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใด้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19
ครบเรียบร้อยแล้วเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว อย่างน้อยในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวนำร่อง เช่น ภูเก็ตและสมุย
2. เร่งรัดการจัตสรรและการฉีดวัคชื่นอย่างน้อย 70% ของประซากรในพื้นที่ จังหวัดท่องเที่ยวนำร่อง
เช่น ภูเก็ตและสมุย ภายในวันที่ 15 เมษายน - 30 มิถุนายน 2564 เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมูในท้องถิ่นให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มที่ได้รับวัคนโควิด-19 แล้วไม่ต้องกักตัวตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป (มติการประชุมโครงการ Phuket Tourism Sandbox ฉีดวัคซีนให้คนภูเก็ตและรับนักท่องเที่ยวโดยไม่กักตัวจะเข้าประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)ในวันที่ 26 มี.ค.และนำเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 30 มีนาคมนี้)
3. พิจารณาให้ภาคเอกชนร่วมกับรัฐบาลในการจัดหา และนำเข้าวัคซีนทางเลือกอื่นๆเพิ่มเติมจากผู้ผลิต
ในต่างประเทศทั่วโลกอย่างเร่งด่วนเพื่อกระจายวัคชื่นดังกล่าวสู่ประชาชนภายในประเทศไทยอย่างทั่วถึง
4. เร่งจัดสรรวัคนให้กับบุคลากรภาคท่องเที่ยวและบริการ (เช่น พนักงานโรงแรมและพนักงานสายการบิน) จำนวนเกือบ 1,000,000 คนทั่วประเทศภายในเดือนมิถุนายน 2564 เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้แก่ทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและแก่ตัวนักท่องเที่ยวเอง
5. ประกาศกรอบเวลาและเงื่อนไขที่ชัดเจนในการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเริ่มต้น
ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป อย่างน้อยสำหรับพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวนำร่อง และเร่งดำเนินการเปิดประเทศสำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้สามารถดินทางได้ทั่วประเทศในเวลาอันรวดเร็วให้ทันกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ได้รับการฉีตวัคชีนแล้วจากประเทศที่เป็นตลาดสำคัญของไทยและฤดูกาลการท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมทางการตลาด โดยเฉพาะโรงแรมและสายการบินและการเตรียมดำเนินการเพื่อเจรจาข้อตกลง "Travel Bubble" ระหว่างประเทศ
6. พิจารณาอนุมัติใช้ IATA Travel Pass ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นบนมือถือที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก
แก่ทั้งนักเดินทาง สายการบิน และภาครัฐให้สามารถบริหารจัดการและตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารรับรองผลตรวจหรือใบรับรองการรับวัคซีนโควิด 19 และเป็นการยกระดับมาตรการความปลอดภัยในการคัดสรรนักท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัยสูงเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังเป็นแอปพลิเคชั่นที่สายการบินทั่วโลกให้การยอมรับ









