คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าสังคมโลกหันมาใส่ใจผลกระทบของการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โ
คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าสังคมโลกหันมาใส่ใจผลกระทบของการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่นานาประเทศให้ความสำคัญมากขึ้นกับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero emissions) และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) แต่ที่สำคัญคือ จะทำให้ Landscape ด้านการผลิต การค้าและการลงทุนเปลี่ยนโฉมไปจากเดิม เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังและพฤติกรรมการบริโภคและการลงทุนที่สร้างความยั่งยืนในระยะยาว
หากธุรกิจไทยไม่ปรับตัวให้ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป อาจพลาดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และเผชิญกับอุปสรรคทางการค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องถึงการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและแนวโน้มการใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่มีความท้าทายสูง
จากเดิมที่ผู้ส่งออกไทยอาจมีความได้เปรียบทางด้านราคาจากการส่งออกสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตสูง (แต่ไม่ถูกคิดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม) จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นหากประเทศคู่ค้าดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ อย่างจริงจัง เช่น การเก็บภาษีคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า ทั้งนี้ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนหรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ที่สหภาพยุโรปร่างขึ้น เป็นความพยายามล่าสุดที่ต้องการนำมาใช้จัดการกับสินค้านำเข้าจากประเทศที่ไม่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้น ทั้งนี้ หากมีการบังคับใช้มาตรการ CBAM จริงตามแผนภายในปี 2566 เท่ากับว่าภาคธุรกิจไทยจะเหลือเวลาน้อยมากในการปรับตัว
ภาคธุรกิจไทยจึงควรเร่งปรับตัวและมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยอาจเริ่มต้นจากการปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ของประเทศคู่ค้า รวมไปถึงการลงทุนและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและดิจิทัลเพื่อพัฒนานวัตกรรมยั่งยืนและผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ปล่อยคาร์บอนต่ำเพื่อตอบโจทย์ตลาดการค้าที่เปลี่ยนไป
ที่ผ่านมา ภาครัฐให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC อย่างมาก โดยมีโมเดลเศรษฐกิจใหม่หรือ BCG Model ของรัฐบาลเป็นนโยบายขับเคลื่อนสำคัญซึ่งมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 8 แสนล้านบาทในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ฉะนั้น EEC จึงเป็นปลายทางสำคัญสำหรับการลงทุนในนวัตกรรมยั่งยืนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ระบบเกษตรแม่นยำ ยานยนต์สมัยใหม่ ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า วัสดุและเคมีชีวภาพ
โดยรวมแล้ว การปรับโมเดลธุรกิจใหม่ของผู้ประกอบการโดยหันมาลงทุนในนวัตกรรมยั่งยืนและอุตสาหกรรมการผลิตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในฐาน EEC จะทำให้เกิดผลสำเร็จแบบ Win-Win-Win โดยผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการบริโภคสินค้าที่ส่งผลกระทบน้อยต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ภาคธุรกิจจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีในระยะยาว สามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นภายใต้กฎกติกาทางการค้าใหม่ๆ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งยังมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ จากการขอรับส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากบีโอไอ ส่วนประเทศโดยรวมก็ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการร่วมกันลดก๊าซเรือนกระจกของภาคเอกชน









