วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐขู่ยึดคืนเงินจากพ.ร.ก.กู้ 1 ล้านล้าน เหตุเบิกจ่าย 'อืด'

สศช.ขู่ยึดเงินกู้จากพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทคืน 141 โครงการ เหตุเบิกจ่ายล่าช้าต่ำกว่า 10% ขีดเส้นเดือนเมษายนยังไมีมีความคืบหน้าต้องยึดเงินคืนพร้อมยุติโครงการ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อนุชา บูรพชัยศรี ระบุ คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่มีเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสศช.เป็นประธาน โดยขอมติจากที่ประชุมบังคับให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับการอนุมัติโครงการไปแล้ว และมีผลการเบิกจ่ายเงินต่ำกว่า 10% ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 มากถึง 141 โครงการ จากทั้งหมด 209 โครงการ ซึ่งจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายโดยเร็ว

หากยังไม่สามารถลงนามในสัญญา หรือยังนิ่งเฉยไม่มีแผนใช้จ่ายในส่วนงบดำเนินงานที่ชัดเจนภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ จะต้องยุติโครงการ และต้องส่งคืนเงินกู้ที่เหลือมาให้รัฐทันที

สำหรับโครงการทั้ง 141 โครงการ วงเงินรวมกว่า 5,771 ล้านบาท แยกเป็นโครงการที่มีปัญหาอุปสรรคเกี่ยวข้องกับระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ และการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดรวม 6 โครงการ วงเงิน 39 ล้านบาท

ส่วนโครงการที่มีปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ 9 โครงการ วงเงิน 221 ล้านบาท เช่น โครงการที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง การดำเนินโครงการไม่สอดคล้องกับฤดูกาล และความล่าช้าอันเนื่องมาจากโครงการมีความซับซ้อน หรือการสั่งซื้อมีระยะเวลานาน หรือไม่ทราบขั้นตอนการดำเนินงาน

ขณะเดียวกันยังมีปัญหาอุปสรรคเนื่องจากอยู่ระหว่างรอระเบียบ วิธีการปฏิบัติสำหรับ โครงการของจังหวัดรวม 51 โครงการ วงเงิน 5,090 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมากรมบัญชีกลางได้จัดส่งวิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่มีปัญหาอุปสรรคเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อีก 26 โครงการ วงเงิน 253 ล้านบาท เนื่องจากโครงการมีลักษณะเป็นการจัดฝึกอบรมทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ และกรณีไม่พบปัญหาและอุปสรรคหรือไม่ระบุอีกมากถึง 49 โครงการ วงเงิน 167 ล้านบาท

ส่วนตัวเลขล่าสุดของการใช้จ่ายเงินกู้ตามพ.ร.ก.ดังกล่าว ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ครม.ได้อนุมัติโครงการที่เสนอขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. ตามที่คณะกรรมการเสนอแล้ว 256 โครงการ รวมกรอบวงเงิน 748,666 ล้านบาท ยังเหลือวงเงินอีก 251,333ล้านบาท