ตลาดหุ้นไทยวานนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมีปัจจัยบวกจากงบการเงินและการประกาศจ่ายปันผล
อย่างไรก็ตาม Fund Flow นักลงทุนต่างชาติที่ชะลอตัวเป็นปัจจัยกดดันต่อดัชนี ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,511.03 จุด -3.88 จุด -0.26% มูลค่าการซื้อขาย 97,631 ลบ. ต่างชาติ -1,694.03 ลบ. TFEX +4,586 สัญญา ตราสารหนี้ -465 ลบ.
ปัจจัยบวก
+ ข้อมูลสถิติล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์จีน (MOC) เผยว่า ผู้บริโภคชาวจีนมีการใช้จ่ายกันมากขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา โดยระบุว่ายอดขายรวมของธุรกิจค้าปลีกและบริการส่งอาหารในจีนเพิ่มขึ้น 28.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี
+ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐ ร่วมหารือกับผู้นำสหภาพแรงงานทั้ง 10 รายที่ทำเนียบขาว โดยปธน.ไบเดนแสดงความเห็นว่า มาตรการเยียวยาในวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ และแผนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐและสร้างงานที่ให้ผลตอบแทนสูงหลายล้านอัตรา
+รัฐบาลของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) ได้อนุมัติให้มีการใช้วัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของบริษัทซิโนแวก ไบโอเทคจากจีนเป็นกรณีฉุกเฉินแล้ว หลังจากที่คณะผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้วัคซีนดังกล่าวได้
ปัจจัยลบ
- ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 119.68 จุด หรือ -0.38% หลังสหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่สูงเกินคาด รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ส่งสัญญาณพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน
-ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 62 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 60.52 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นติดต่อกันหลายวัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยลบจากข่าวอิรักส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือนก.พ.
-ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนม.ค.64 ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 เดือน
+/- เงินบาทเปิดที่ 30.01 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อน โดยตลาดกลับมากังวลว่านโยบายการคลังใหม่ของโจ ไบเดน จะกดดันให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นสูงตามภาพการกู้ยืมอย่างมหาศาลของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่เงินเฟ้อกำลังเข้าสู่ขาขึ้นทำให้ Valuation ของหุ้นไม่สามารถขยายตัวได้ต่อ
แนวโน้มตลาดวันนี้
คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ จากความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ส่งสัญญาณพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจผลักดันให้เฟด ยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ WTI ที่อ่อนตัวลงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500-1,530 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
• หุ้นที่คาดผลประกอบการออกมาดี TACC TNP SONIC BIZ
• ดัชค่าระวางเรือปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง TTA PSL RCL
หุ้นรายงานพิเศษ
NER Bloomberg Consensus 5.40 บาท
•กำไรงวด 4Q63 เท่ากับ 422 ลบ. +240%YoY +177%QoQ โดยมีรายได้เท่ากับ 6,367 ลบ. +76%YoY +47%QoQ ตามปริมาณขายที่ปรับตัวขึ้นสู่ 125,195 ตัน/ไตรมาส +55%YoY +17.8%QoQ ประกอบกับราคาขายยางเฉลี่ยอยู่ที่ 50.85 บาท/กก. +14%YoY +25%QoQ ซึ่งอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นช่วยหนุน %GPM ปรับดีขึ้นมาที่ระดับ 10.56% จากงวด 4Q62 และ 3Q63 อยู่ที่ระดับ 7.02% และ 8.61% ตามลำดับ ส่งผลให้ทั้งปี 63 บริษัทมีรายได้และกำไรเท่ากับ 16,350 ลบ. +26%YoY และ 859 ลบ. +27%YoY ตามลำดับ
•เรามีมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 64 ที่คาดจะเติบโตดีต่อเนื่อง ตามปริมาณขายที่คาดจะเพิ่มขึ้นสู่ 410,000 ตัน/ปี +14-15%YoY จากปริมาณการบริโภคยางพาราทั่วโลกที่ฟื้นตัว สนับสนุนโดยประเทศจีนที่มียอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ราคายางพาราที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ส่งผลให้ %GPM ปรับดีขึ้นเป็น 10.6% จาก 8.6% ในปี 62 นอกจากนี้ ปลายปี 64 บริษัทเตรียมเพิ่มเตาอบยางพารา ใช้งบลงทุนราว 70 ลบ. ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 50,000 ตัน/ปี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายในปี 65
หุ้นมีข่าว
KISS (ราคา IPO 9 บาท)
•บมจ. โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นผู้พัฒนา จ้างผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สินค้ามี 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ 5 แบรนด์หลัก ได้แก่ Rojukiss, PhDerma, Best Korea, Wonder Herb และ Sis2Sis จัดจำหน่ายในประเทศไทยและอินโดนีเซีย ปี 62 มียอดขายสูงสุดอันดับ 5 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์บารุงผิวหน้า จะเริ่มซื้อขายวันแรกในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคและบริโภค
•ปี 62 มีรายได้ 1,138 ล้านบาท +32%YoY และมีกำไรสุทธิ 190 ล้านบาท +80%YoY 9M63 มีรายได้และกำไรสุทธิ 730 ล้านบาทและ 140 ล้านบาท -11%, +4.2% ตามลำดับ
•มูลค่าการเสนอขาย 1.37 พันล้านบาท บริษัทระดมเงินมาใช้เพิ่มขีดความสามารถ พัฒนาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ใหม่ ขยายฐานลูกค้าและช่องทางการขายตรงแก่ผู้บริโภค ขยายธุรกิจในต่างประเทศ และนาเทคโนโลยีและดิจิทัลมาช่วยพัฒนานวัตกรรมเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค พัฒนา Mobile Skin Analysis วิเคราะห์สภาพผิวเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์บารุงผิว
•ราคา IPO คิดเป็น PER ประมาณ 27.6x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นที่ประกอบธุรกิจคล้ายกันทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ 48.8 เท่า PER เฉพาะ BEAUTY 100x , KAMART 14.1x, DDD n/a (เนื่องจากขาดทุน)
(+) ADVANC (Bloomberg Consensus 220.00 บาท) “ADVANC” นำเงิน 5,719.15 ล้านบาท ชำระค่าคลื่น 26 GHz พร้อมเปิดให้บริการ 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรมทันที ล่าสุดผนึก SNC นำ 5G ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตภายในโรงงานพื้นที่ EEC (ที่มา ข่าวหุ้น)
(-) PTT (Bloomberg Consensus 48.25 บาท) รายงานกำไร 1.31 หมื่นลบ. (ต่ำกว่าที่ตลาดคาด 7%) -25%YoY และ -7%QoQ เนื่องจากธุรกิจผลิตและสำรวจผลประกอบการอ่อนตัวลงตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่ธุรกิจก๊าซฯ และธุรกิจปิโตรเคมีปรับตัวขึ้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับตัวลง ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน
ปัจจัยจับตา
ในประเทศ
19 ก.พ. อภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้าย
20 ก.พ. ลงมติหลังจบอภิปรายไม่ไว้วางใจ 22 ก.พ. ประชุมศบค.ชุดใหญ่พิจารณาผ่อนคลายมาตรการของแต่ละพื้นที่
สัปดาห์ที่ 3 ก.พาณิชย์แถลงตัวเลขส่งออก-นำเข้า
สัปดาห์ที่ 4 สศอ.แถลงดัชนีอุตสาหกรรม สศค.รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค
1 มี.ค. วันสุดท้ายบจ.ส่งงบปี 63 กรณีไม่ส่ง Q4 (ส่งได้ภายใน 2 มี.ค.ก่อนเปิดตลาดเช้า)
ต่างประเทศ
19 ก.พ. ญี่ปุ่นเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค. อียู เปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิต – ภาคบริการขั้นต้นเดือนก.พ.
สหรัฐเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิต – ภาคบริการขั้นต้น เดือนก.พ.
22 ก.พ. ธนาคารกลางจีนกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR
สหรัฐเปิดเผยดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนม.ค. และดัชนีการผลิตเดือนก.พ.
23 ก.พ. จีนเปิดเผยดัชนีราคาบ้านเดือนม.ค.
อียูเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค.
สหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาบ้านเดือนธ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.
24 ก.พ. สหรัฐเปิดเผยยอดขายบ้านใหม่เดือนม.ค. และสต็อกน้ำมัน








