วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

องค์กรต้านโกงจี้หาผู้รับผิดชอบสายสีส้ม ‘อืด’

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน มองล้มประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มก่อนศาลตัดสินไม่สง่างาม แม้เป็นอำนาจทำได้ แนะรัฐบาลหาหน่วยงานรับผิดชอบโครงการล่าช้ากว่าแผน ส่วนการแก้ไขค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ชี้การต่อสัมปทานต่อตอบคำถามประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร

นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวถึงกรณีที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประกาศยกเลิกประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยไม่รอคำสั่งศาลปกครองตัดสินว่า ถือเป็นการกระทำที่ไม่สง่างาม ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนโครงการของรัฐบาล รวมถึงประชาชนก็อาจจะสงสัยต่อการล้มประมูลดังกล่าว ซึ่งแม้ว่าการล้มประมูล รฟม.และคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 มีอำนาจทำได้ตามกฎหมาย แต่การที่ไม่ล้มประมูลแต่แรกจนเกินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองกรณีการเปลี่ยนเปลงทีโออาร์กลางคัน โดยนำคะแนนเทคนิคมาพิจารณาควบคู่กับคะแนนราคา ซึ่งศาลยังไม่ตัดสินออกมา สุดท้ายก็ล้มประมูลทำให้เกิดคำติฉินนินทาได้

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวมองว่ารัฐบาลควรจะต้องหาผู้รับผิดชอบต่อความล่าช้าที่เกิดขึ้น ทำให้ประเทศชาติสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ว่าเกิดจากหน่วยงานใด และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะก่อนหน้านี้สำนักงบประมาณได้รายงานการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐมีความล่าช้ากว่าแผนงานมาก โดยมีหลายโครงการที่ประมูลไม่สำเร็จ มีการแก้ไขทีโออาร์ เป็นปัญหาต่อการขับเคลื่อนประเทศ แทนที่จะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลจะเดินหน้า กลับล้าช้ากว่าเดิม ดังนั้นแม้ว่ารฟม.จะเป็นรัฐวิสาหกิจ และการประมูลเป็นเอกชนร่วมทุน (พีพีพี) แต่เมื่อล่าช้าก็น่าจะมีหน่วยงานที่แสดงความรับผิดชอบ

ส่วนการแก้ไขปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น มองว่าแนวทางใดก็ได้ที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ หากต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไปอีก 30 ปี ทางกทม.ก็ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงต้องต่อเร็วกว่าสัมปทานเดิมจะหมดในอีก 7 ปี ถ้าตอบคำถามตรงนี้ได้ ก็สามารถต่อสัมปทานเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ปัจจุบันปัญหาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมองว่า เป็นภาพความขัดแย้งของการเมือง 2 ขั้ว มีการเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจ มากกว่าที่จะมองถึงรายละเอียดของสัญญาว่าให้อะไรกับประชาชนบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างความไม่เชื่อมั่นต่อนโยบายสาธาณณะประเทศว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน