วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โควิด-19 กดดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค.ทรุดในรอบ 9 เดือน

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.อยู่ที่ระดับ 47.8 ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน ผลจากโควิด-19 รอบใหม่ คาดผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายถึงไตรมาส 1 ชี้ โครงการ “เราชนะ”  “คนละครึ่ง” และ “เรารักกัน”  ดันจีดีพีไทยไม่ต่ำกว่า 2.8 - 3.4 %

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยว่า  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนม.ค.อยู่ที่ระดับ 47.8  ลดลงจากเดือนธ.ค.63 ที่อยู่ระดับ50.1  โดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 4 เดือน และปรับตัวอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2563 เป็นต้นมาเนื่องจากความวิตกกังวลและผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศไทย ที่มีการระบาดเป็นวงกว้างและรวดเร็ว โดยมีจุดเริ่มต้นในจังหวัดสมุทรสาครในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการว่างงานในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบใหม่

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 41.6 45.1 และ 56.8 ตามลำดับ โดยปรับตัวลดลงทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนธันวาคม 2563 ที่อยู่ในระดับ 43.5 47.5 และ 59.2 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตอย่างมาก เพราะมีความกังวลในวิกฤต COVID-19 รอบใหม่ในประเทศไทยและทั่วโลก ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสปรับตัวแย่ลงได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคลดลงในที่สุด

               

“คาดว่าผู้บริโภคยังคงชะลอการใช้จ่ายอย่างมากตลอดจนไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 และต้นไตรมาสที่ 2 จนกว่าสถานการณ์โควิด -19 ในประเทศไทยจะคลายตัวลง ซึ่งต้องติดตามผลสัมฤทธิ์ของการควบคุมโควิด-19 ในไทยว่าจะคลี่คลายลงได้เร็วแค่ไหน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาเยียวยาผลกระทบของโึควิด-19 ในรอบใหม่ของรัฐบาลในช่วงไตรมาสที่ 1-2 จาก โครงการ “เราชนะ”  “คนละครึ่ง” และ “เรารักกัน”  ว่าจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด และสถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไรหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนก.พนี้ ซึ่งปัจจัยทั้งสามจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตเป็นอย่างมาก”

 

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  สำหรับมาตรการเยียวยาของภาครัฐที่สำคัญๆ ทั้งโครงการคนละครึ่ง ที่ใช้งบประมาณ 53,000 ล้านบาท   โครงการเราชนะ อีกกว่า 2 แสนล้านบาท และโครงการมาตรา 33 เรารักกัน อีกประมาณ 40,000 ล้านบาท จะทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รวมกันมากกว่า 3 แสนล้านบาท มีผลต่อจำนวนความต้องการใช้แรงงาน กว่า 9 แสนคน เพื่อลดความกังวล ต่ออัตราการว่างงานของไทย ไม่ให้พุ่งเกิน 2 % รวมทั้งส่งผลดีต่อสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี ให้อยู่ระหว่าง 84 - 84.5 % สูงกว่าในปี 2563 อยู่ที่ 87.7 %  และที่สำคัญ มีผลให้จีดีพี ขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2.8 - 3.4 % ภายใต้สมมุติฐานที่ในไตรมาสที่ 4 เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้แล้ว ประมาณ 4-6 ล้านคน ภายใต้โครงการ วัคซีนพาสปอร์ต ที่อาจจะใช้วิธีการคุยกับประเทศต่างๆ ให้คนที่ฉีดวัคซีนแล้วเดินทางมาเที่ยวไทย ซึ่งจะต้องผ่านตรวจเชื้อโควิด ในไทยอีกรอบ ซึ่งอาจจะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภค กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในเดือนก.พ. หรือ ในเดือนมี.ค. 2564 ได้