วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอฟทีเอดันส่งออกสินค้าเกษตรปี 63 โต 2.3 %

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กางสถิติการค้าปี 63 พบ ส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอด้วยขยายตัว 2.3%  แม้ทั้งปีต้องเผชิญวิกฤติโควิด-19 พร้อมเร่งเดินเอฟทีเอต่อเนื่อง

นางอรมน  ทรัพย์ทวีธรรม  อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า วิกฤติโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการการค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2563 แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับประเทศที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ พบว่า สินค้าเกษตร อาทิ กสิกรรม ประมง และปศุสัตว์ ไม่รวมอุตสาหกรรมการเกษตร มีมูลค่าส่งออก 14,876 ล้านดอลลาร์ 2.3% เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยตลาดส่งออกที่ขยายตัว ได้แก่ กัมพูชา  เพิ่ม 140% ฮ่องกง เพิ่ม 19% สิงคโปร์ เพิ่ม 18%บรูไน เพิ่ม15%  จีน เพิ่ม 11%  นิวซีแลนด์  เพิ่ม 11% ออสเตรเลีย  เพิ่ม 5% เมียนมา เพิ่ม 2%  และมาเลเซีย เพิ่ม 2%สินค้าเกษตรที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง มูลค่า 110 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 259%  ปศุสัตว์อื่นๆ 815 ล้านดอลลาร์78%  ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง 912 ล้านดอลลาร์14%  ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง 182 ล้านดอลลาร์ 13%  ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง 4,088 ล้านดอลลาร์เพิ่ม 12% และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 2,676 ล้านดอลลาร์ 3%  เป็นต้น

161164841590

สำหรับสินค้าเกษตรแปรรูปของไทย ถึงแม้การส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอปรับตัวลดลง 5.8%  โดยมีมูลค่าส่งออก 11,070 ล้านดอลลาร์ แต่พบว่าความต้องการสินค้าดังกล่าวของไทยในหลายประเทศเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา อาทิ เวียดนาม  สิงคโปร์ เปรู  ชิลี ฮ่องกง บรูไน นิวซีแลนด์  ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ โดยสินค้าเกษตรแปรรูปที่ขยายตัว คือ สินค้ากลุ่มอาหารสำเร็จรูปซึ่งเก็บรักษาได้นานและสะดวกต่อการบริโภคตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคโควิด เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป มูลค่า 3,904 ล้านดอลลาร์  อาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่า 2,005 ล้านดอลลาร์  ผลไม้กระป๋องและแปรรูป มูลค่า 1,652 ล้านดอลลาร์ สิ่งปรุงแต่งรสอาหาร มูลค่า 851 ล้านดอลลาร์  และผักกระป๋องและแปรรูป มูลค่า 488 ล้านดอลลาร์

เช่นเดียวกับ สินค้าอุตสาหกรรมของไทย ที่การส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอลดลง 7.9%  มีมูลค่าส่งออก 108,893 ล้านดอลลาร์ แต่ความต้องการสินค้าของไทยในตลาดสำคัญปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ สิงคโปร์ และจีนโดยสินค้าที่ขยายตัว ได้แก่ สินค้าป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 และสินค้า Work from Home อาทิ คอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 18,669 ล้านดอลลาร์ เฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ มูลค่า 1,439 ล้านดอลลาร์  ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 12,114 ล้านดอลลาร์  อุปกรณ์ทางการแพทย์ มูลค่า 751 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ การค้าของไทยกับประเทศคู่เอฟทีเอมีมูลค่า 276,303 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 63% ของการค้าของไทยทั้งหมด  โดยเป็นการส่งออก มูลค่า 140,826 ล้านดอลลาร์หรือ 61% ของการส่งออกของไทย และเป็นการนำเข้า มูลค่า 135,477 ล้านดอลลาร์ หรือ66% ของการนำเข้าทั้งหมด   ตลาดคู่เอฟทีเอที่ขยายตัว ได้แก่ จีน  ขยายตัว 2.0%  สิงคโปร์ ขยายตัว7.2%   

“เชิญชวนให้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ให้เต็มที่ จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร และการอำนวยความสะดวกทางการค้าจากประเทศคู่ค้า ทำให้สินค้าไทยได้รับแต้มต่อทางแข่งขัน นอกจากนี้ ในปี 2564 กรมฯ จะเร่งเดินหน้าผลักดันการเจรจาเอฟทีเอ ทั้งการเจรจาที่ยังค้างอยู่กับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา รวมทั้งเตรียมเปิดการเจรจากับสหภาพยุโรป สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) สหราชอาณาจักร แคนาดา และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อขยายการค้าของไทยไปยังตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง”