วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการเตือน‘บิทคอยน์’ใกล้ภาวะฟองสบู่แตก

“บิทคอยน์” ราคาพุ่งทำนิวไฮรายวัน ทะลุ 37,000ดอลลาร์ “นักวิชาการ” ชี้ ราคาเกินปัจจัยพื้นฐาน ใกล้ถึงจุด “ฟองสบู่” เตือนนักลงทุนไล่ซื้อมีโอกาสติดดอยสูง แนะเลี่ยงลงทุน หรือสับกลุ่มเข้าเงินดอลลาร์สกุลอื่น

ราคาบิทคอยน์วานนี้ (7ม.ค.) ยังทำจุดสูงสุดรอบใหม่ (นิวไฮ) แตะ 37,690.8 ดอลลาร์ หรือ 1.13 ล้านบาท ต่อ 1 บิทคอยน์ ณ เวลา 18.30 น. อยู่ที่ 37,342.9 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2,341.3 ดอลลาร์ หรือ 6.27%

นายอาณัติ ลีมัคเดช รองคณบดีฝ่ายวิจัย และอาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ราคาบิทคอยน์ปรับขึ้นรอบใหม่นี้ ด้วย 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยฟองสบู่

โดยปัจจัยพื้นฐานเกิดจากหลังจากบิทคอยน์ฮาฟวิ่ง ราคาบิทคอยน์จะต้องขยับขึ้นเท่าตัวทันที แม้ว่าหลังบิทคอยน์ฮาฟวิ่ง เมื่อเดือนพ.ค.ปี 2563 ราคาอาจไม่ปรับขึ้นแรงทันที แต่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเม.ย.จนถึงเดือนพ.ย.ปี 2563 จาก 10,000 ดอลลาร์ หรือ 300,000 บาท มาอยู่ที่ 20,000 ดอลลาร์หรือ 600,000 บาท มองว่าที่ราคาบิทคอยน์ระดับนี้เป็นราคาตามปัจจัยพื้นฐานแล้ว

ทั้งนี้ราคาบิทคอยน์ ทะลุไปถึงระดับ 37,000 ดอลลาร์หรือ 1.11 ล้านบาท มองว่า ใกล้สู่จุด “ภาวะฟองสบู่ของบิทคอยน์” แล้ว โดย ฟองสบู่ของบิทคอยน์ รอบนี้มีทั้ง “ฟองสบู่แท้ และฟองสบู่เทียม” โดย “ภาวะฟองสบู่แท้” เป็นภาวะที่ยอมรับได้ เนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องล้นระบบจากมาตรการคิวอี ทำให้กองทุน ต้องหาการลงทุนยุคใหม่ โดยเงินดิจิทัล เริ่มเป็นสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะบิทคอยน์ ที่มีสภาพคล่องสูงสุด กลายเป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบัน และเริ่มแนะนำนักลงทุนรายย่อยมาลงทุนบิทคอยน์ เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศและในไทยแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันยังพบว่า ยังมีปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่เทียม คือ การเข้ามาลงทุนทางเทคนิคของนักลงทุนรายย่อย เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังในการเข้าลงทุนบิทคอยน์อย่างมาก เพราะการเข้ามาลงทุนไล่ราคาในช่วงที่ราคาบิทคอยน์เกินปัจจัยพื้นฐานไปมากแล้ว มีความเสี่ยงติดดอยสูง ปัจจุบันราคาบิทคอยน์เกินปัจจัยพื้นฐานมาแล้วราว 17,000 ดอลลาร์ แม้ว่าจะยอมให้ราคาเกินปัจจัยพื้นฐานที่ 5,000 ดอลลาร์เท่านั้น แต่ก็ยังเกินถึง 12,000 ดอลลาร์ เป็นความเสี่ยงมากสำหรับการเข้าลงทุนในตอนนี้

ดังนั้นแนะนำว่า นักลงทุนไทย จะเข้าไปขุดบิทคอยน์ไม่ใช่ทางอยู่แล้วแม้จะเป็นโอกาสแต่ก็มีความเสี่ยงสูง หากประเมินแล้วว่าสามารถรับความเสี่ยงสูงได้ ต้องหาเงินดิจิทัลอื่น ที่ยังมีสภาพคล่องและราคายังไม่ปรับขึ้นมากแทน เช่น อีเธอเรียม (ETH) ริพเพิล (XRP)สเตลล่า (XLM) แต่ต้องมีการศึกษาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้หากต้องการเข้าลงทุนบิทคอยน์ ควรจะรอจังหวะที่ราคาปรับฐานลงมาต่ำสุดก่อน ถึงเข้าลงทุนเพื่อรอช่วงหลังฮาฟวิ่งของบิทคอยน์ครั้งถัดไป ส่วนนักลงทุนที่ถือไว้อยู่แล้วเมื่อถึงจุดที่ทำกำไรควรทยอยขายทำกำไรและสลับเปลี่ยนกลุ่ม