พาณิชย์เผยประชาชนซื้อของออนไลน์ต่อเนื่อง ชื่นชอบมาตรการคนละครึ่งมากที่สุด ทำลดค่าใช้จ่ายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ในเดือนพ.ย. สนค. ได้สำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา โดยสำรวจผู้บริโภคทั่วประเทศใน 7 กลุ่มอาชีพทุกอำเภอ จำนวน 8,072 คน พบว่าผู้บริโภคมีการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ โดยนิยมซื้อสินค้าและบริการผ่าน Platform สมัยใหม่ อาทิ Lazada, Shopee มากที่สุด คิดเป็น 46.45% รองลงมาคือ ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น โลตัส บิ๊กซี วัตสัน โรบินสัน 25.32 % และ Facebook 16.44 %
สำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า ส่วนใหญ่มียอดซื้อต่ำกว่า 1,000 บาท/เดือน คิดเป็น 49.23 % รองลงมา คือ 1,001 – 3,000 บาท 37.57 %และมากกว่า 3,000 บาท 13.20 % สอดคล้องกับเดือนสิงหาคมและช่วงรายได้ของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยผู้ที่มีรายได้สูง จะมีแนวโน้มซื้อสินค้าออนไลน์เฉลี่ยต่อเดือนสูงมากกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า ทั้งนี้ สนค. ได้ประมาณการยอดการใช้จ่ายออนไลน์รายเดือนตามข้อมูลที่มีการสำรวจพบว่า มีมูลค่าถึง 52,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7.80 %ของยอดการบริโภคภาคเอกชนโดยรวมของประเทศ
สำหรับสินค้าและบริการที่นิยมซื้อผ่านออนไลน์มากที่สุดยังคงเดิม ได้แก่ เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์และของใช้ภายในบ้านและสุขภาพและความงามของใช้ส่วนบุคคล โดยเหตุผลหลักในการซื้อสินค้าออนไลน์ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องความสะดวก รองลงมา คือ ราคาถูก และมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สินค้าออนไลน์นับวันจะยิ่งได้รับความนิยมและทวีความสำคัญเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญได้ ซึ่ง สนค. ได้ตระหนักถึงประเด็นดังกล่าวและอยู่ระหว่างการศึกษาพฤติกรรมราคาสินค้า บริการออนไลน์เพื่อกำหนดวิธีการจัดทำเงินเฟ้อให้สอดคล้องกับบริบทโลกใหม่โดยเร็ว
นอกจากนี้ สนค. ได้มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นของภาครัฐ พบว่า โครงการคนละครึ่งได้รับความนิยมเข้าร่วมมากที่สุด คิดเป็น 50.18 % ตามด้วย ชิม ช้อป ใช้ 45.30 %เราเที่ยวด้วยกัน 21.06% และช้อปดีมีคืน 7.70 % โดยประชาชนที่เข้าร่วมกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เห็นว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยลดค่าใช้จ่าย สอดคล้องกับความต้องการ สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศได้จริง และเห็นว่าใช้สะดวก ทั้งนี้โครงการที่ประชาชนเห็นด้วยมากที่สุด ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง สูงถึง 47.95 % ชิม ช้อป ใช้ 25.82 % เพิ่มวันหยุดยาว 19.04% เราเที่ยวด้วยกัน 4.70 % และช้อปดีมีคืน 2.49 % ส่วนเหตุผลหลักของผู้ไม่เข้าร่วมโครงการของภาครัฐ คือ ขั้นตอนลงทะเบียน การใช้ยุ่งยาก รองลงมา ลงทะเบียนไม่ทันตามกำหนด และเหตุผลอื่นๆ อาทิ ไม่จูงใจ อุปกรณ์ไม่เอื้ออำนวยในการใช้งาน ไม่ทราบ ไม่เข้าใจมาตรการ ไม่อยากเปิดเผยข้อมูล
สนค. คาดว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐดังกล่าว จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกำลังการซื้อ ลดค่าใช้จ่ายของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีรายได้ รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการและประชาชนให้สามารถเข้าถึงและใช้ระบบดิจิทัลในการซื้อขายสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าในระบบมากขึ้น ซึ่งจะเป็นช่องทางให้ภาครัฐสามารถเข้าถึงผู้ค้าและผู้บริโภคเพื่อรับทราบความต้องการและเสนอมาตรการให้ตรงเป้าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โครงการทั้งหลาย คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อไม่มากนัก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ด้านราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไป









