กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยรัฐสภาเห็นชอบจัดสรรโควตาสินค้าเกษตร ระหว่างไทยกับอียู และไทยกับยูเค กรณีเบร็กซิท โดยตั้งแต่ 1 ม.ค.64 สินค้าเกษตรกรไทย 30 รายการ จะได้โควตาจากทั้งอียูและยูเค ส่วนอีก 6 รายการ ไทยได้โควตาเป็นการเฉพาะโดยไม่ต้องแข่งขัน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้เสนอให้รัฐสภาเห็นชอบผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (อียู) และระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร (ยูเค) เรื่องการแบ่งปริมาณโควตาสินค้าเกษตรระหว่างอียูและยูเค จากการที่ยูเคออกจากการเป็นสมาชิกอียู (เบร็กซิท) มีผลวันที่ 1 ม.ค.64 และเมื่อวันที่1ธ.ค.63 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อรัฐสภาและรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว
สำหรับผลการแบ่งโควตาดังกล่าว ทำให้สินค้าเกษตรไทยกว่า 30 รายการ ที่เคยได้โควตานำเข้าเป็นการทั่วไปจากอียู 28 ประเทศ (รวมยูเคก่อนเบร็กซิท) นั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.64 เป็นต้นไป อียูและยูเค จะแบ่งโควตานำเข้าจากไทยได้แบบที่สะท้อนปริมาณการส่งออกที่แท้จริงของไทยไปอียูและยูเค เช่น สินค้าชนิดนี้ นำเข้ายูเค มากกว่าอียู ก็จะได้รับโควตาจากยูเคมากกว่า แต่สินค้าใด ที่นำเข้าไปอียูมากกว่ายูเค ก็จะได้รับโควตาให้นำเข้าอียูมากกว่ายูเค แต่เมื่อรวมโควตาทั้ง 2 ส่วนแล้ว จะไม่น้อยกว่าโควตาเดิมที่ไทยเคยได้รับจากอียูก่อนเบร็กซิิท
ทั้งนี้ไทยเจรจากับทั้งอียูและยูเคตั้งแต่ต้นปี62และสรุปผลการเจรจาได้เมื่อเดือนก.ย.63 มีสินค้า6รายการที่ไทยได้โควตาเฉพาะโดยไม่ต้องแข่งกับประเทศผู้ส่งออกอื่น โดยสามารถเจรจาให้อียูและยูเคปรับปริมาณที่จะแบ่งกันให้สะท้อนการส่งออกที่แท้จริงของไทย ได้แก่ ไก่หมักเกลือ เนื้อไก่ปรุงสุก เนื้อไก่แปรรูป เป็ดแปรรูปปลาซาร์ดีนแปรรูป เป็นต้น ซึ่งการจัดสรรโควตาใหม่แยกเป็น 2 ตลาดช่วยให้ประหยัดมูลค่าภาษีนำเข้า ที่ผู้นำเข้าสินค้าไทยจะต้องจ่าย โดยจะเสียภาษีน้อยลง2,139ล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับมูลค่าภาษีที่ต้องจ่ายตามการแบ่งโควตาที่อียูและยูเคเสนอมา
นอกจากนี้ ยังทำให้ไทยทราบปริมาณโควตาที่แน่นอนที่อียูและยูเคจัดสรรให้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกไทยว่า จะได้โอกาสทางการค้าและตลาดที่แน่นอน รวมทั้งสามารถปรับตัววางแผนการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญ สินค้าบางรายการ เมื่อเบร็กสิทแล้ว ยูเคได้ปรับลดภาษีนำเข้าลง ซึ่งจะช่วยให้ไทยส่งออกไปยูเคได้มากขึ้น
นางอรมน กล่าวว่า การเจรจาจัดสรรโควตาสินค้าเกษตรนี้ สืบเนื่องจากยูเคออกจากอียู ทำให้อียูต้องเจรจาขอแก้ไขข้อผูกพันเรื่อง ปริมาณโควตาภาษีกับสมาชิกองค์การการค้าโลก(ดับบลิวทีโอ)ที่ได้รับประโยชน์จากโควตาดังกล่าว ขณะเดียวกันยูเคในฐานะสมาชิกดับบลิวทีโอ จะต้องทำข้อผูกพันปริมาณโควตาของตนเองกับสมาชิกดับบลิวทีโอด้วยเช่นกันเพื่อไม่ให้สิทธิประโยชน์ของสมาชิกดับบลิวทีโออื่นได้รับผลกระทบ
โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรภายใต้โควตาไปอียูและยูเคกว่า30รายการ เช่น ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวหัก ชิ้นส่วนไก่สด แช่เย็นแช่แข็งไก่หมักเกลือ สัตว์ปีกแปรรูป (เป็ดและไก่) มันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง ปลาแปรรูป กุ้งแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป พาสตา และบิสกิต เป็นต้น ส่งผลให้ไทยมีสิทธิเจรจากับอียูและยูเคตามความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (แกตต์1994) ภายใต้ดับบลิวทีโอ เพื่อให้ปริมาณโควตาที่ไทยจะได้รับจัดสรรจากอียูและยูเคภายหลังเบร็กสิท ไม่น้อยกว่าเมื่อยูเคยังเป็นสมาชิกอียู
ทั้งนี้ ในปี62ไทยมีการค้ากับอียู มูลค่า1,158,660ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการค้ากับยูเค230,766ล้านบาท หรือ14%ของมูลค่าการค้าไทยกับอียู ส่วนในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 63 ไทยมีการค้ากับอียู983,241ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการค้ากับยูเค127,946ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังอียู ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญไปยูเค ได้แก่ ไก่แปรรูป รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาง









