วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

MINTไตรมาส3/63ขาดทุน5.5 พันล้าน หวังปีหน้าธุรกิจฟื้นดันพลิกมีกำไร

MINT ไตรมาส3/63 ขาดทุน 5.5 พันล้านบาท ลดลง 223% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4.56 พันล้านบาท เหตุ รายได้ลดลงจากผลกระทบโควิด ส่งผลงวด 9 เดือนขาดทุน1.58 หมื่นล้าน ลดลง 328% พร้อมคาดไตรมาส4ปีนี้ และปีหน้าธุรกิจฟื้นตัว หนุนพลิกมีกำไรปี64

นายไบรอัน เจมส์ เดลานี่ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)หรือ MINT แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่า ไตรมาส3ปี 2563 มีผลขาดทุนสุทธิ 5,595.23 ล้านบาท หรือติดลบ 223% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,560.33 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 14,887 ล้านบาท ลดลง50% จากช่วงเดียววกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุมาจากผลกระทบของการระบาดของ COVID-19ต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวม ส่วนรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์และรายได้จากธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนมีการเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาสนี้

ทั้งนี้เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า โดยมีสาเหตุมาจากการที่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าเริ่มกลับมาเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนมิ.ย. ภายหลังจากการปิดประเทศอย่างเข้มงวดทั่วโลกก่อนหน้านี้ บริษัทมีมาตรการการประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องและรวมถึงในไตรมาส 3 ปี 2563 ในทุกหน่วยธุรกิจและทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรป ซึ่ง เอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ปได้มีการเจรจาต่อรองกับผู้ให้เช่าและหน่วยงานอื่นเพื่อที่จะขอลดค่าเช่า เลื่อนการตจ่ายค่าเช่า ปรับโครงสร้างสัญญาเช่า และขอรับมาตรการการช่วยเหลือจากรัฐบาล ส่งผลให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายรวมลดลง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน 1,417 ล้านบาทในไตรมาส 3ปี 2562 ลดลงเป็นผลขาดทุนจากการด าเนินงานก่อนผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีTFRS16 จ านวน 4,419 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2563 แต่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนผลกระทบจากการบังคับใช้ มาตรฐานการบัญชีTFRS16 จำนวน 6,869 ล้านบาทในไตรมาส 2ปี 2563 ทั้งนี้ ผลการดำนินงาน ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นในแต่ละเดือน จากผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่จำนวน 2,684 ล้านบาทในเดือนเมษายน เป็ น 1,438 ล้านบาทในเดือนกันยายน โดยผลการดำนินงานของทุกหน่วยธุรกิจมีการฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการด าเนินงานของไมเนอร์ฟู้ดซึ่ง พลิกฟื้นกลับมามีกำไรสุทธิจำนวน 208 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2563 จากผลขาดทุนจากการดำเนินงานในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2563 โดยเป็นผลมาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีน การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การจัดส่งอาหารและซื้อ กลับบ้านที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย การรวมผลการดำเนินงานของบอนชอน รวมถึงมาตรการการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด

ส่งผลให้ช่วงเดียวกันปีก่อนมีผลขาดทุนสุทธิ 15,816.39 ล้านบาท หรือติดลบ 328% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6,929.48 ล้านบาท เนื่องจาก บริษัทมีรายได้ตามงบการเงินลดลง 53% จากช่วงเดียวกันปีก่อน อยู่ที่จำนวน 44,135 ล้านบาท ส่วน EBITDA ตามงบการเงินลดลง 89% อยู่ที่ 1,959 ล้านบาท เมื่อเที่ยบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 4 ปี2563 และในปี2564 แนวโน้มทางธุรกิจโดยรวมคาดว่าจะมีการฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ในหลายภูมิภาคจะยังคงมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ผันผวน ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและสร้างสรรค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลยุทธ์ที่จะใช้รับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและบริษัทได้เริ่มเตรียมแผนสำหรับการดำเนินธุรกิจภายหลังจากการระบาดของโรค COVID-19 สิ้นสุดลง

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะมีกระแสเงินสดรับและผลกำไรที่เป็นบวกในปี2564 จากโอกาสในการค้นพบวัคซีน และแผนกลยุทธ์การหมนุนเวียนทรัพย์สินของบริษัทและบริษัทจะยังคงดำเนินมาตรการการควบคุมค่าใช้จ่ายและลดการลงทุนอย่างเข้มงวดทั่วทั้งองค์กร เพื่อลดกระแสเงินสดจ่ายและรักษาสภาพคล่องให้ได้มากที่สุด