วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เอเซียพลัส’ชี้หุ้นไทย เดือนก.ย.ส่อ‘ฟื้นตัว’

บล.เอเซียพลัส คาดดัชนีหุ้นไทยเดือนก.ย. ส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังหั่นกำไรลงรอบสุดท้าย คาดฟันด์โฟลว์ไหลกลับและสภาพคล่องในประเทศช่วยหนุน

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยช่วงเดือน ก.ย. นี้ คาดว่าจะเห็นดัชนี SET ปรับตัวขึ้นได้ หลังจากที่ความเสี่ยงจากการปรับลดคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปีนี้โดย Consensus เริ่มชะลอลง เช่นเดียวกับคาดการณ์กำไรปี 2564 ที่ชะลอลงเช่นกัน

สำหรับกำไรของ บจ. ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ที่ระดับ 1.17 แสนล้านบาท ลดลง 46% จากปีก่อน เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 13 ปี หากเทียบกับไตรมาส 2 ในอดีตที่ผ่านมา บล.เอเซียพลัส จึงได้ปรับลดคาดการณ์กำไรลงมาจากก่อนหน้านี้ที่ 64 บาทต่อหุ้น เป็น 56.65 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่ Consensus ประเมินไว้ราว 59 บาท

“การปรับลดกำไรบจ.รอบนี้ น่าจะเป็นการปรับลดกำไรรอบสุดท้ายในปีนี้แล้วของฝ่ายวิจัย ซึ่งกำไรที่ต่ำมากในปีนี้จะทำให้การฟื้นตัวในปีหน้าสูงขึ้น โดยคาดว่าจะเติบโต 28% บนฐานกำไร 76.7 บาทต่อหุ้น และทำให้ SET มีแนวโน้มดีดกลับได้แรง หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในปีนี้”

โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือ เงินลงทุนต่างชาติมีโอกาสทยอยไหลเข้ามากขึ้น และในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา แม้ไทยเผชิญกับปัจจัยกดดันจากการเมืองและมีการตรวจพบโควิด-19 รายใหม่ แต่แรงขายของต่างชาติยังน้อยเมื่อเทียบกับแต่ละเดือนก่อนหน้านี้ และปัจจุบันอัตราส่วนการถือครองของต่างชาติอยู่ที่เพียง 26.13%

ประเมินแนวรับสำคัญของ SET บริเวณ 1,300 จุด ส่วนแนวต้านคือ 1,335 จุด ทั้งนี้มองว่าความเสี่ยงขาลงค่อนข้างจำกัดเนื่องจากมาตรการ Uptick rule ที่ช่วยค้ำยันตลาด และในกรณีที่การเมืองร้อนแรงอาจจะกดดันให้ SET ลดลงราว 4% ซึ่งมองว่าดัชนีน่าจะไม่ต่ำกว่า 1,270 จุด ในมุมกลับกัน หากดัชนีทะลุระดับ 1,335 จุด ขึ้นไปได้ จะมีเป้าหมายที่ 1,385 จุด

อีกปัจจัยหนุนคือเงินฝากในระบบปัจจุบันอยู่ที่ 15.52 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามาร์เก็ตแคปของ SET ในปัจจุบัน ที่กว่า 14 ล้านล้านบาท จากสถิติที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่เงินฝากสูงกว่ามาร์เก็ตแคป SET หลังจากนั้นเงินจะเริ่มไหลเข้ามาในตลาด และดันให้ SET ฟื้นตัวได้ ประกอบกับ Earning Yield Gap ที่สูงราว 5% อิงจากดัชนีราว 1,320 จุด ทำให้ SET มีเป้าหมายระยะยาวที่ 1,450 จุด แต่หากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับลดไปต่ำกว่า 0.5% จะทำให้เป้าหมายของ SET ขยับขึ้นเป็น 1,500 จุด

"หากเปรียบเทียบวิกฤติในครั้งนี้กับปี 2551 จะเห็นว่าค่อนข้างจะคล้ายกันในส่วนของการปรับลดกำไรบจ.ลงต่อเนื่อง แต่จุดที่แตกต่างกันคือ ครั้งก่อนเงินไหลออกจากระบบการเงิน แต่ครั้งนี้เงินยังคงอยู่ในระบบจำนวนมาก หากนักลงทุนเริ่มเห็นแล้วว่าจุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน นักลงทุนจะกล้าโยกเงินเข้ามาลงทุนมากขึ้น และอาจจะทำให้เห็นเงินทุนดันตลาดให้ปรับตัวขึ้นแรงได้"