สศค.พบเครื่องชี้เศรษฐกิจก.ค.ส่งสัญญาณดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรม การส่งออกและบริโภคเอกชน
นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)แถลงภาวะเศรษฐกิจในเดือนก.ค.ว่า ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถบอกได้ในภาพรวมของครึ่งปีหลังว่า จะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรกมากน้อยแค่ไหน เนื่องจาก เพิ่งผ่านพ้นครึ่งปีมาแค่ 1 เดือน
“ยังบอกได้ยากว่า ครึ่งปีหลังจะดีขึ้นแค่ไหน เพราะผ่านครึ่งปีมาแค่ 1 เดือน แต่ทิศทางหลายๆตัวเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่า ชะลอตัวลดลง ฉะนั้น เราจึงมองว่า ทิศทางเริ่มดีขึ้น”
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือนั้น เท่าที่ประเมิน มีผลกระทบน้อยกว่าที่คิด โดยเดิมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินว่า จะกระทบในพื้นที่ประมาณ 10 จังหวัด แต่ขณะนี้ เหลือเพียง 2 จังหวัดเท่านั้น
ทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจหลายตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรม การส่งออกสินค้า และการบริโภคภาคเอกชน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการผ่อนคลายให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน ที่สะท้อนจากปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว 31.4% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล และหดตัวในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -5.8% สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริงกลับมาขยายตัวที่ 4.1% ต่อปี และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันมาอยู่ที่ระดับ 42.6 หลังจากที่รัฐบาลได้ดำเนินการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น ประกอบกับ ผลของมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ช่วยให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งยังคงชะลอตัว
ด้านเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนในหมวดการก่อสร้างปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ขยายตัว1.3%ต่อปี สอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัว 9.4% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล และหดตัวในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9%
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ขยายตัว 13.3% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล และหดตัวในอัตราที่ชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -15.4% อย่างไรก็ดีปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนลดลง-25.8%ต่อปี
ด้านเศรษฐกิจภาคการค้าระหว่างประเทศปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากมูลค่า การส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัว 20.8% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล และหดตัวในอัตราที่ชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -11.4%
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ตลาดคู่ค้าหลักของไทยเกือบทุกตลาดปรับตัวดีขึ้น โดยการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ 17.8% ต่อปี เช่นเดียวกับการส่งออกไปญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน 9 ประเทศ หดตัวชะลอลงที่ -17.5% -16.0% และ -19.9% ต่อปีตามลำดับ สะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากประเทศคู่ค้าได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การส่งออกไปจีนกลับมาหดตัวเล็กน้อยที่ -2.7% ต่อปี
ด้านเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทานปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัว 1.5% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล และหดตัวในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่-14.7% โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัว ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันมาอยู่ที่ระดับ 82.5
สำหรับภาคเกษตร ที่สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัว 1.4% ต่อปี ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยต่อเนื่องเป็นที่ 4 นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -1.0% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.4% ต่อปี ขณะที่ สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิ.ย.2563 อยู่ที่ 45.8% ต่อจีดีพี









