วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปตท.' เล็งแจกเงินพนักงาน ร่วมกระตุ้น 'การท่องเที่ยว'

ปตท.เตรียมควักคนละ 5,000 จ่ายพนักงานมากกว่า1.8 หมื่นคน เที่ยวไทยร่วมกระตุ้นท่องเที่ยว ครม.ไฟเขียวเพิ่มสิทธิ “เราเที่ยวด้วยกัน” นายกฯแย้มมีแผนดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย ย้ำต้องทำอย่างรอบคอบ สอดคล้องแผนจ้างคนลดว่างงาน

แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า การประชุมระดับรองกรรมการผู้จัดการใหญ่วันนี้(26 ส.ค.) ทางฝ่ายบริหารจะมีการนำเสนอข้อพิจารณามาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โดยจะมีการอนุมัติจ่ายเงินให้กับพนักงานของ ปตท. ประมาณ 5,000 บาทต่อราย เพื่อนำไปใช้สำหรับเดินทางท่องเที่ยวในประเทศซึ่งเบื้องต้น พนักงานของ ปตท. มีประมาณกว่า 3,000 ราย และกลุ่ม ปตท. มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 18,000 ราย ยังไม่รวมพนักงานซับคอนแทรค

ส่วนรายละเอียดต่างๆ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะต้องรอผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมฯก่อน และคาดว่า หากผ่านการอนุมัติแล้ว ก็อาจจะสามารถดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำกลับไปเสนอขอการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ปตท.(บอร์ด ปตท.) อีกครั้ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) จังหวัดระยอง เห็นชอบการเพิ่มสิทธิในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โดยเพิ่มสิทธิการจองห้องพักจากเดิมให้คนละไม่เกิน 5 คืน เป็นคนละไม่เกิน 10 คืน และเพิ่มวงเงินสิทธิจองตั๋วเครื่องบิน จากเดิมได้คนละไม่เกิน 1,000 บาท เป็นไม่เกิน 2,000 บาท เพื่อจูงใจให้คนเดินทางไปในจังหวัดที่ไกลขึ้นซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่มีการหารือกันในศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ(ศบศ.)ก่อนหน้านี้แล้ว

ส่วนการดึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้จัดเดินทางท่องเที่ยวนั้น กระทรวงฯ ได้มอบหมายให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปหารือกับเอกชนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ครม.ได้รับข้อเสนอเรื่องการขยายฐานการใช้สิทธิ์สำหรับบริษัท (coporate)เพื่อให้เกิดการพยุงเศรษฐกิจและการจ้างงานในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้กว้างขวางมากขึ้นโดยให้สิทธิ์กับบริษัทเอกชนที่จะเข้าร่วมโครงการทั้งในส่วนของที่พักและบัตรโดยสารเครื่องบินด้วย

อย่างไรก็ตาม ได้ให้ดำเนินการมาตรการนี้อยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่ ครม.ได้อนุมัติให้ใช้เงินกู้จากส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบโควิดวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่ง ครม.อนุมัติไว้ให้ส่วนของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว 2 หมื่นล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงแนวคิดการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ในเดือนต.ค.ว่า เรื่องนี้ที่ประชุม ศบศ. ต้องพิจารณาว่าจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ เศรษฐกิจการท่องเที่ยว การรักษาพยาบาลในประเทศ ซึ่งส่วนนี้เป็นรายได้ของประเทศทั้งสิ้น ถึงแม้จะมีมาตรการท่องเที่ยวในประเทศ แต่ก็มีคนอยู่ไม่กี่ล้านคนที่จะเดินทางท่องเที่ยว ฉะนั้น จะนำสิ่งเหล่านี้มารองรับในสิ่งที่เคยได้จากจำนวนักท่องเที่ยว 20 ล้านคนได้หรือไม่ หากไม่ได้ต้องมีมาตรการใดที่เหมาะสมมารองรับและเป็นมาตรการที่ทุกคนยอมรับได้

“ถ้าหากเราไม่ทำเลยก็จะอยู่ที่เดิม แย่ไปกว่าเดิม ปิดกิจการ ลดการพนักงาน เรามีสถานพยาบาลและบุคลากรที่เพียงพอต้องคิด 2 ทางเสมอ ไม่อย่างนั้นคนจะเอาเรื่องเศรษฐกิจไปพูดอีกทาง เรื่องสุขภาพไปพูดอีกทางแล้วจะทำอย่างไรที่ 2 ทางจะไปด้วยกันฝากสื่อมวลชนไว้ ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นปัญหา แก้อะไรไม่ได้เลยสักอย่าง”

สำหรับปัญหาการว่างงานก็มีคณะกรรมการคัดกรองอยู่ ซี่งมีวิธีจ้างงานหลายรูปแบบด้วยกัน แต่ยังให้ข้อมูลไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของการพิจารณางบประมาณต่างๆซึ่งมีหลายหลักการด้วยกัน ทั้งคนที่ว่างงานและคนที่จบการศึกษา มีจำนวนมาก ฉะนั้นการบริหารคนจำนวนมากจะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนว่าจะทำอย่างไร

ด้านการแก้ปัญหาโควิด-19 และวันหน้าก็จะทำให้เดือดร้อนลดลง ช่วงนี้ก็ประมาณการณ์ไว้ 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งก็จะมีมาตรการเป็นระยะๆโดยจะมีการเตรียมแผนรองรับในส่วนของมาตรการการเงินการคลัง

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมครม. สัญจร เห็นชอบผลการประชุมศบศ. รวม 2 เรื่อง คือ การกระตุ้นการท่องเที่ยวต่างชาติผ่านการจัดทำโครงการภูเก็ตโมเดล และการจ้างงาน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดแรงงาน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้นำเอาเรื่องการจ้างงานทั้งข้อเสนอของกระทรวงและภาคเอกชนที่เสนอเข้ามาหารือใน ครม.

เบื้องต้น โดยเรื่องนี้้ต้องมีการหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)รวมถึงการจัดหาตำแหน่งงานรองรับเสนอ ศบศ. ในการประชุมครั้งหน้าใน 1-2 สัปดาห์นี้และนำเอาข้อเสนอต่างๆที่มีการเสนอมาไปพิจารณาความเหมาะสมความเป็นไปได้ก่อนจะเสนอให้ ศบศ.เห็นชอบและนำเสนอเข้าสู่ ครม.อีกครั้ง มั่นใจว่าจะสามารถแก้ปัญหาแรงงานในประเทศได้