วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'GULF-BGRIM' ร่วงสวนตลาด หลังพบบิ๊กล็อตต่ำกว่าราคากระดาน

ราคาหุ้น 'GULF-BGRIM' กอดคอร่วงสวนตลาด หลังพบบิ๊กล็อตต่ำกว่าราคากระดานจาก ADB ด้านผู้บริหารยันไม่กระทบต่อการดำเนินงาน

จากข้อมูลรายงานการซื้อขายรายใหญ่ (Big lot) ช่วงเช้านี้ (23 ก.ค.) พบว่า มีการทำรายการซื้อขายหุ้นของสองบริษัทโรงไฟฟ้าในช่วงระหว่างคืนที่ผ่านมา คือ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) โดยที่การซื้อขาย big lot ในหุ้น BGRIM มีจำนวน 2 รายการ ที่ราคาเฉลี่ย 50.80 บาท คิดเป็นมูลค่า 3.45 พันล้านบาท ขณะที่การซื้อขายหุ้น GULF มีจำนวน 2 รายการ ที่ราคาเฉลี่ย 35.15 บาท คิดเป็นมูลค่า 6.18 พันล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาซื้อขายผ่านรายการ big lot ดังกล่าวของหุ้นทั้งสองบริษัท เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาปิดเมื่อวานนี้ทั้งสิ้น โดยราคาปิดของ GULF ณ 22 ก.ค. อยู่ที่ 37 บาท ขณะที่ราคาปิดของ BGRIM อยู่ที่ 53.75 บาท

ขณะที่ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทในช่วงหลังจากเปิดตลาดเช้านี้ ต่างปรับตัวลดลงทั้งคู่ โดย GULF ลดลงไปต่ำสุดที่ 35.50 บาท หรือลดลงราว 4% จากวันก่อนหน้า ขณะที่ BGRIM ลดลงไปต่ำสุดที่ 52 บาท หรือลดลงราว 3% จากวันก่อนหน้า

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) เปิดเผยว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ขายหุ้นออกมา 68 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.61% ของหุ้น BGRIM จากที่ ADB ถือหุ้นทั้งหมด 123 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 4.72% ของหุ้น BGRIM เป็นนโยบายภายในของ ADB ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นเอง ขณะที่บริษัทไม่ได้ทราบเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ การบริหารพอร์ตการลงทุน และการบริหารวงเงินภายในของ ADB เพื่อเตรียมสนับสนุนหรือลงทุนในในโครงการของ BGRIM อาทิ Green bond 5,000 ล้านบาทที่ผ่านมา โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนาม และโครงการอื่นในอนาคต

การขายหุ้นของ ADB ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการดำเนินงานของ BGRIM เนื่องจาก ADB เป็นผู้ถือหุ้นในลักษณะ passive investor พื้นฐานของ BGRIM ยังคงมีความแข็งแกร่ง พร้อมกันนี้ เดินหน้าขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 47 โครงการรวม 3,019 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างก่อสร้างและพัฒนาอีกหลายโครงการรวมเป็นกำลังการผลิตทั้งหมด 3,547 เมกะวัตต์

บริษัทคงมุ่งเน้นการลงทุนอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ควบคู่ไปกับเป้าหมายเติบโตไปสู่การมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือ PPA 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 65 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาการลงทุนหลายโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น การควบรวมกิจการ (M&A) ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านรวมโอกาสไม่ต่ำกว่า 500 เมกะวัตต์ , โรงไฟฟ้าพลังงานลมในหลายประเทศรวม 300-400 เมกะวัตต์ และ โครงการโรงไฟฟ้าจากก๊าซ LNG ในเวียดนามด้วยโอกาสไม่ต่ำกว่า 3,000 เมกะวัตต์ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ในปีนี้เองยังเชื่อว่ายังผลการดำเนินงานสามารถเติบโตในกรอบ 10-15% ด้วยการขยายกำลังการผลิตและขยายฐานลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโปรแกรมการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าและการบริหารค่าใช้จ่ายด้วย

ด้านนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานกรรมการ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เปิดเผยถึงกรณีที่ ADB ขายหุ้น GULF บางส่วนว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับทาง ADB ในการทำรายการครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มองว่าการขายหุ้นเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นในการกำหนดกลยุทธ์ด้านการลงทุน

ขณะเดียวกัน มั่นใจว่าการขายครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินปัจจัยด้านพื้นฐานของ GULF เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบ กอปรกับ บริษัทยังคงเดินหน้าขยายกำลังการผลิตตามแผน รวมถึงการขยายธุรกิจเข้าสู่การประกอบกิจการสาธารณูปโภคประเภทอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าผลประกอบการของบริษัทฯ ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีต่อจากนี้

"เรายังไม่มีมีการพูดคุยกับทาง ADB ถึงการขายหุ้นครั้งนี้ แต่เชื่อว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐาน เพราะทาง GULF ยังไม่มีปัจจัยเชิงลบ ด้านผลประกอบการของบริษัทฯ มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่องจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า และการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง"

พร้อมกันนี้