“เอ็กซิมแบงก์” ยอมรับลูกค้าส่งออกได้รับผลกระทบจากการชำระเงินที่ล่าช้าของผู้นำเข้า เหตุโควิด-19 กระทบการกระจายสินค้า แนะทำประกันเพิ่ม เผยปัจจุบันผู้ส่งออกทำประกันการค้าเพียง 1-2% เท่านั้น ขณะที่ ออกมาตรการขยายเวลาค้ำประกันและยืดหนี้
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยว่า ขณะนี้ลูกค้าผู้ส่งออกของเอ็กซิมแบงก์เริ่มได้รับผลกระทบจากกรณีที่ผู้นำเข้าในต่างประเทศเครดิตการค้าเป็นระยะเวลาที่นานขึ้นหรือได้รับการชำระเงินที่ล่าช้า เนื่องจาก สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้ประเทศผู้นำเข้าสินค้าก็ประสบปัญหาเรื่องรับและกระจายสินค้า ทำให้ผู้ส่งออกในหลายประเทศรวมถึงผู้ส่งออกไทยได้รับผลกระทบไปด้วย
ทั้งนี้ เอ็กซิมแบงก์เองเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และเกิดผลกระทบมากในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จึงได้ขยายระยะเวลาการค้ำประกันการส่งออกให้แก่ลูกค้าของเราออกไปให้นานขึ้นเป็น 180 วัน จากปกติไม่เกิน 90 วัน ขณะเดียวกัน ยังออกมาตรการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอีกหลายเดือนหรือสิ้นสุดภายในเดือนก.ย.นี้ ทำให้ลูกค้าผู้ส่งออกของเราได้รับผลกระทบไม่มากนัก
โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 ลูกค้าประกันการส่งออกของ เอ็กซิมแบงก์ประสบปัญหาผู้ซื้อในต่างประเทศชำระเงินล่าช้าเพิ่มมากขึ้น และสุดท้ายมีลูกค้ายื่นขอรับค่าสินไหมทดแทนกรณีผู้ซื้อในต่างประเทศไม่ชำระเงินค่าสินค้าจำนวน 22 ราย คิดเป็นมูลค่า 284.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 12 ราย จำนวน 87.50 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ดี ในภาพรวมการทำประกันการส่งออกนั้น ถือว่าผู้ส่งออกของไทยยังมีไม่มากนัก หรือราว 1-2% ของผู้ประกอบการส่งออก เนื่องจาก ผู้ส่งออกมองว่า เป็นต้นทุน ขณะเดียวกัน ก็มั่นใจว่า จะได้รับการชำระเงินจากผู้นำเข้า เพราะบางรายอาจเป็นลูกค้าประจำ แต่เนื่องจาก สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้นำเข้าต่างประเทศต่างได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะเกิดสถานการณ์ดังกล่าว ขณะนี้ผู้ส่งออกของไทยก็ยังไม่ได้ตระหนักในการทำประกันการส่งออกเท่าใดนัก
“ส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะไม่ค่อยทำประกันการส่งออกเท่าใดนัก เพราะกลัวเสียเงินฟรี หรือบางคนเชื่อใจผู้นำเข้า เพราะเป็นเจ้าประจำที่สั่งของ เลยไม่ยอมทำ จึงทำให้ยอดรวมการทำประกันส่งออกของผู้ประกอบการไทยมีเพียง 1-2% ของผู้ส่งออกทั้งหมดดังนั้น จึงอยากแนะนำผู้ส่งออกให้ทำประกันการค้าให้มากขึ้น”
สำหรับสถานการณ์การปล่อยสินเชื่อใหม่นั้น แม้ว่าจะเกิดโควิด-19 แต่การปล่อยสินเชื่อเพื่อการส่งออกก็ยังสามารถขยายตัวได้ โดยนับจากต้นปีสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ราว 2 หมื่นล้านบาท ขยายตัวประมาณ 7%ทำให้ยอดคงค้างสินเชื่ออยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท ส่วนครึ่งหลังของปี เราคาดว่า จะปล่อยสินเชื่อใหม่ได้อีกราว 1.5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี ในปีนี้ ลูกค้ามีกำหนดครบการชำระเงินอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ยอดคงค้างสินเชื่อปลายปีน่าจะทรงตัวอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท
“สินเชื่อใหม่ที่เราปล่อยส่วนใหญ่จะเป็นการเติมสภาพคล่องให้กับลูกค้าเดิม และอีกส่วนที่ปล่อยได้ คือ กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าในกลุ่มธุรกิจอาหารที่ยังพอส่งออกไปได้”
ส่วนสถานการณ์หนี้เสียนั้น ขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7% จากสิ้นปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 5.6% สาเหตุที่ขยับขึ้นไม่มากนัก เพราะเราได้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้เพื่อช่วยลูกค้า โดยวงเงินที่ขยายการชำระหนี้ออกไปมีถึง 3-4 หมื่นล้านบาท
////









