วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สถาบัน' ถล่มขายหุ้นไทยรูด 30 จุด โบรกฟันธงดัชนีจ่อ 'พักฐาน'

โบรกเกอร์ ประสานเสียง หุ้นไทยจ่อ "พักฐาน" หลังดัชนีขึ้นแรงอยู่ระดับแพงสุดในภูมิภาค บล.ทิสโก้ ประเมินโอกาสย่อที่ 1,390 จุด ด้านบล.กสิกรไทย ชี้ กรณีเลวร้าย 1,360 จุด พร้อมแนะ ลดพอร์ต-รอจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ขณะนักลงทุนสถาบันขายสุทธิอีก 2.61พันล้าน

ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้(9 มิ.ย.)ปรับตัวลดลงตั้งแต่เปิดตลาดช่วงบ่าย หลังดาวโจนส์ฟิวเจอร์สปรับตัวลงแรง ทั้งยังไร้ปัจจัยบวกหนุน ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศเริ่มเทขายทำกำไร เนื่องจากดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก มาอยู่ระดับที่แพงสุดในภูมิภาค กดดันดัชนีร่วงลงมาทำจุดต่ำสุดของวันที่ระดับ 1,400 จุด ก่อนมาปิดตลาดที่ระดับ 1,408.37 ลดลง 30.29 หรือ 2.11% มูลค่าการซื้อขาย 115,559.91 ล้านบาท

ด้านนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 2,614.75 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 88.41 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันต่างประเทศซื้อสุทธิ 485.70 ล้านบาท และ นักลงทุนบุคคลในประเทศซื้อสุทธิ 2,040.64 ล้านบาท

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงแรงวานนี้ คาดว่าเป็นผลมาจากการที่ตลาดเกิดการพักตัว หลังจากช่วงก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาตลอดกว่า 10 สัปดาห์ จากช่วง 11 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางด้านเทคนิคแล้วถือว่าเข้าเขตซื้อมากเกินไป (โอเวอร์โซน) 

ส่วนทางด้านพื้นฐานก็ถือว่ามูลค่า(แวลูชั่น)ของตลาดก็เริ่มตึงตัว เนื่องจากปัจจุบันซื้อขายกันที่ระดับP/E ของกำไรปีหน้าที่สูงกว่า 17 เท่า สะท้อนถึงความคาดหวังต่อภาวะเศรษฐกิจไปมากพอสมควรแล้ว นอกจากนี้ยังเริ่มมีสัญญาณขายของกระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่พลิกกลับมาไหลออกจากตลาดหุ้นอีกครั้ง จึงทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยเริ่มดูไม่มั่นคงนัก

ขณะที่แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยช่วงนี้คาดว่ามีโอกาสย่อลงมาแถวระดับ 1,390-1,400 จุดได้ ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยขายหุ้นหรือลดพอร์ตการลงทุนก่อนและกลับมาถือเงินสดเพิ่มมากขึ้นเพื่อรอดูสถานการณ์ตลาดหุ้นในช่วงพักฐานไปก่อน โดยแนะนำรอซื้อแถวระดับ 1,400 จุด ส่วนนักลงทุนระยะสั้นแนะนำเพียงซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยบล. เอเซีย พลัส  กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงบ่ายปรับตัวลดลงแรง ตามตลาดดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวลดลง270 จุด ประกอบกับไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุน และดัชนีตลาดหุ้นไทยปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นมาประมาณ 48% จากจุดต่ำสุดปีนี้  ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่แพง ทำให้ดัชนีพร้อมปรับฐานได้ประมาณ 1ใน 3 จากที่ปรับตัวขึ้นมา และคาดว่านักลงทุนสถาบันจะมีขายทำกำไรต่อจากวันที่ 8 มิ.ย. หลังที่เป็นฝ่ายซื้อสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า สาเหตุที่หุ้นไทยปรับตัวลดลงวานนี้ เพราะที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวขึ้นแรงเข้าใกล้เป้าหมายที่บริษัทประเมินไว้ที่ 1,470 จุด ทำให้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้น (อัพไซด์)น้อย และจากประเมินราคาหุ้นทุกตัวในตลาดโดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ 5 กลุ่มหลัก ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เกตแคป) 60%ของมาร์เกตแคปทั้งตลาดนั้น พบว่า เหลืออัพไซด์ไม่มากเช่นกัน โดยกลุ่มพลังงานมีอัพไซด์เหลือเพียง 1% ค้าปลีกเหลืออัพไซด์3.6% กลุ่มสื่อสารเหลืออัพไซด์ 11% ธนาคารพาณิชย์ เต็มมูลค่าแล้ว หรืออัพไซด์ติดลบ 2.5% และกลุ่มขนส่งมีอัพไซด์ติดติดลบ5%

 รวมถึงจากการประเมินข้อมูลทางด้านเทคนิค ค่า RSI พบว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดราคาหุ้นอยู่ในภาวะร้อนแรงเกินไป(โอเวอร์บอท)สูงสุดในรอบ11ปี นอกจากนี้ดัชนีหุ้นไทยถือว่าแพงสุดในภูมิภาค โดยซื้อขายที่P/E 19-20 เท่า  ดังนั้นทำให้ตลาดหุ้นไทยต้องปรับฐานลงมา แต่เชื่อว่าการปรับฐานจะไม่แรงมาก อยู่ที่ระดับ 1,385 จุด เพราะนักลงทุนยังคาดหวังผลวิจัยวัคซีนป้องกันโควิด-19 และกรณีเลวร้ายคาดว่าดัชนีอยู่ที่ 1,360 จุด 

สำหรับในช่วงนี้แนะนำนักลงทุนรอจังหวะในการทอยอยซื้อ เมื่อดัชนีปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 1,360 จุด ในกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นหุ้นดีเฟนซีฟ โดยแนะนำ  บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO)ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยสุดในกลุ่ม และ 

บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)เพราะราคาหุ้นจะฟื้นตัวได้ดีหลังตลาดพักฐาน