“อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป” ปรับลดเป้ารายได้งวดปีบัญชี 63/64 เหลือ 9 พันล้าน จากเดิม 1 หมื่นล้านบาท ชี้ผลจากโควิด-19 ทำเศรษฐกิจโลกถดถอย ขณะกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ชะลอตัว ห่วงบาทแข็งกระทบภาคส่งออกและเศรษฐกิจไทย วอน ธปท. ช่วยดูแลค่าเงิน
นายภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดปีบัญชี 2563/2564 (เม.ย.63 - มี.ค.64) บริษัทได้ปรับลดเป้ารายได้จากการขายลงราว 1 พันล้านบาท เหลือประมาณ 9 พันล้านบาท จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ระดับ 1.02 หมื่นล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ทั่วโลกในขณะนี้ ซึ่งทำให้มีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจในหลายประเทศอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และกระทบกับการดำเนินธุรกิจในช่วงต่อจากนี้
ทั้งนี้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (เม.ย.-พ.ค.2563) พบว่ายอดขายปรับตัวลดลงพอสมควร หลังจากคำสั่งซื้อชะลอตัวลงจากผลกระทบโควิด -19 และยอดขายของกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนยานยนต์ชะลอตัวตามอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนด้านทิศทางค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นก็ถือเป็นปัจจัยลบที่น่าเป็นห่วงต่อภาคการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจของไทย ซึ่งส่วนตัวอยากเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยกำกับดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งไปมากกว่านี้
ขณะที่คาดว่าในช่วงหลังจากนี้สถานการณ์น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับบริษัทมีการพยายามลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าจะรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นที่ 28-30%
ส่วนด้านงบลงทุนปีนี้บริษัทตั้งไว้ที่ระดับ 390 ล้านบาท โดยจะใช้ต่อยอดธุรกิจฉนวนกันความร้อนและเย็น (AEROFLEX),ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ (AEROKLAS) และธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก (EPP) รวมถึงยังคงมองหาธุรกิจสำหรับร่วมลงทุนและซื้อกิจการ (M&A) อย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมเงินทุนไว้จำนวน 300 ล้านบาท
“เราจะพยายามทำผลการดำเนินงานให้ได้ตามเป้า เพราะหากมีการค้นพบวัคซีนได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้อาจทำให้ยอดขายไม่แย่นักหรือเท่าเดิม แต่ถ้าไม่มีวัคซีนหรือการแพร่ระบาดต่อเนื่องและเศรษฐกิจมีแนวโน้มถดถอยผลประกอบการก็อาจลดลงมากกว่า 10%”
อย่างไรก็ตามยืนยันว่าปัจจุบันบริษัทมีเสถียรภาพทางการเงินที่ดี โดยรอบปีบัญชี 2562/2563 ที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับโครงสร้างทางการเงินด้วยการออกหุ้นกู้อายุ 3 ปี มูลค่า 800 ล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ระยะสั้นเดิม ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ระดับ 0.3 เท่า รวมถึงมีอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ในระดับสูงที่ 2.4 เท่า








