วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิด 23 จุดเสี่ยง! ’การบินไทย’ ปลายทางยื่นศาลฟื้นฟู

โควิด -19 เป็นโรคร้ายแรงที่ทั้งโลกเร่งหาทางรับมือ ไม่เพียงเป็นผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ยังกระทบไปถึงภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม

ไม่เว้นแต่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สายการบินแห่งชาติที่ทุกคนกล่าวถึง วันนี้อดพูดไม่ได้ว่าวิกฤตโควิด -19 กลายเป็นเชื้อไวรัสรุนแรง ที่ทำให้การบินไทย จากอาการป่วยอย่างต่อเนื่อง มีอาการทรุดตัวลงในทันที หลังจากหยุดบินชั่วคราว แต่ยังมีรายจ่ายเข้ามา

ปัจจุบันภาพรวมทางบัญชีของการบินไทย ภายหลังประกาศหยุดทำการบินชั่วคราว เนื่องจากผลกระทบของโควิด -19 ส่งผลให้ฝ่ายบริหารการบินไทย ประเมินว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้  (ม.ค.-มิ.ย. 2563) บริษัทจะประสบปัญหาขาดทุนราว 18,038 ล้านบาท

ขณะที่กระแสเงินสด คาดการณ์ว่า ณ สิ้นเดือน มิ.ย.2563 บริษัทจะมีเงินสดติดลบมากถึง 7,839 ล้านบาท

กระแสเงินสดจะเริ่มติดลบตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ (ไม่นับรวมเครดิตไลน์) และจะติดลบในเดือน มิ.ย. นี้ (นับรวมเครดิตไลน์) ทำให้ส่วนของทุนติดลบในไตรมาส 2 ของปี 2563 เป็นวงเงิน  6,273 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในรอบ 6 เดือนของปีนี้ บริษัทจะมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (ไม่รวมค่าเช่าเครื่องบิน) 139,745 ล้านบาท และมีส่วนของทุนติดลบ ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยคาดว่าจะติดลบอยู่ที่ 6,273 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาฝ่ายบริหารของการบินไทย ได้จัดทำแผนฟื้นฟูองค์กรระยะเร่งด่วน ซึ่งจะนำมาปฏิบัติทันทีในเดือน เม.ย.-พ.ย.2563 โดยวางแผนดำเนินการกู้เงินฉุกเฉินระยะสั้น (Bridging Loan) วงเงิน 58,103 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี เพื่อนำเงินมาใช้ในการคงสภาพคล่องขั้นต่ำที่ 10,000 ล้าน ขณะที่แผนระยะยาว การบินไทยมีเป้าหมายรอแหล่งเงินถาวร ที่ฝ่ายบริหารเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) วงเงินประมาณ 77,044 ล้านบาท

ทั้งนี้ การประชุม คนร.เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติให้กระทรวงวการคลัง ค้ำประกันเงินกู้แก่การบินไทย วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งสั่งการให้การบินไทยเร่งจัดทำแผนฟื้นฟูอย่างละเอียด เพื่อเตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

แต่แล้วการเสนอขออนุมัติเงินกู้ดังกล่าวก็ต้องสะดุดจนถึงขณะนี้ เนื่องจากกระทรวงคมนาคม ในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแล มีความคิดเห็นต่างในการแก้ไขปัญหาของการบินไทย

โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า “แผนฟื้นฟูที่การบินไทยเสนอมานั้น ยังไม่สมบูรณ์ เพราะยังพบว่ามีความเสี่ยงถึง 23 เรื่อง ดังนั้นกระทรวงฯ จึงไม่สามารถเสนอแผนเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อขออนุมัติได้ พร้อมทั้งสั่งการให้การบินไทย ทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เพื่อปิดทุกความเสี่ยง”

ล่าสุด บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) หรือ THAI ชี้ว่า ปัจจัยเสี่ยงของการบินไทยที่ยังเห็นว่า จำเป็นจะต้องแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างองค์กรใหม่ Reorganization ก่อนเข้าสู่กระบวนการของศาลล้มละลายกลางเพื่อขอฟื้นฟูกิจการให้กับการบินซึ่ง มีอยู่ทั้งส้ิน 23 ปัจจัย ประกอบด้วย

1.ต้องปรับปรุงข้อมูลการซ่อมบำรุงที่เดิมอาจทำไม่ครบถ้วน รวมถึงการขายเครื่องบิน และเครื่องยนต์จึงต้องมีการวิเคราะห์เพื่มเติม 

2.ต้องปรับปรุงเครือข่ายเส้นทางการบิน เริ่มจากเส้นทางบินระยะยาว รวมถึงการบริหารจัดการเส้นทางบินที่ไม่ทำกำไร หรือ ไม่มีเครื่องบินที่ต้องการ เพื่อนำเครื่องบินไปให้บริการ ในเส้นทางที่มีศักยภาพมากกว่า

3.ควรปรับปรุงแผนบริหารจัดการฝูงบิน รวมถึง แผนการขายเครื่องบินค้าง ในปัจจุบันมีผู้สนใจเสนอราคาซื้อที่ต่ำมาก หากจะมีการตัดขายเพื่อลดเส้นทางการบินต้องจัดการในเรื่องนี้ มิเช่นนั้นจะขายขาดทุนมาก

4.ต้องปรับปรุงกลยุทธ์ด้านการพาณิชย์ ต้องหาวิธีการจัดการกับการต่อต้านของกลุ่มมาเฟียเดิม และหรือ ผู้แทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินโดยสารจำนวนหนึ่งที่เสียผลประโยชน์จากการขายบัตรโดยสารแบบ Single Price 

5.ต้องปรับปรุงการปฏิบัติงาน และต้นทุนกระบวนการทำงานด้วยดิจิทัล เทคโนโลยี เนื่องจากการทำงานที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามแผน และผู้บริหารระดับสูงไม่เข้าใจระบบการจัดการด้านนี้

6.ต้องปรับปรุงการปฏิบัติการและบริหารต้นทุนเพื่อสร้างประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายช่าง และปรับรูปแบบให้รองรับการดำเนินธุรกิจให้เป็นเชิงพาณิชย์ ด้วยการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในฝ่ายช่างซ่อมบำรุง

7.ควรปรับปรุงการปฏิบัติการ และบริหารต้นทุนโดยออกแบบโครงสร้างการซ่อมบำรุงใหม่ให้รองรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ของธุรกิจอุตสาหกรรมการบินในระดับสากล

8.โครงการตามกลยุทธ์ด้านการปรับปรุงการปฏิบัติการและต้นทุน ปรับปรุงประสิทธิภาพฝ่ายช่างและปรับรูปแบบให้รองรับ การดำเนินธุรกิจให้เป็นเชิงพาณิชย์ การปรับเปลี่ยนผลตอบแทนการทำงานตามระดับผลิตภาพ Pay Per Productivity ของฝ่ายช่าง

ทั้งนี้ต้องมีการปรับรูปแบบรองรับให้การทำงานฝ่ายช่างสามารถตอบสนองกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของฝ่ายช่างให้มากกว่าการซ่อมบำรุงอากาศยานของการบินไทย สายการบินไทยสมายล์ นกแอร์ และสายการบินอื่นๆ

9.ควรปรับกลยุทธ์การปฏิบัติงาน และบริหารต้นทุนของฝ่ายช่างให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยให้ปรับรูปแบบให้สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจให้เป็นเชิงพาณิชย์ การบริหารการเปลี่ยนแปลง และสร้างแรงจูงใจแก่บุคคลากรได้

10.ปรับปรุงการปฏิบัติการ และบริหารต้นทุนในการพัฒนาความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานอื่นๆ 

11.ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้กระชับ รัดกุม เพื่อความคล่องตัวในการตัดสินใจ

12.ต้องปรับปรุงโครงสร้างองค์กรโดยเฉพาะจำนวนพนักงานให้สอดคล้องกับกำลังการผลิต

13.ควรปรับกลยุทธ์ด้านการจัดกลุ่มธุรกิจของบริษัท เริ่มตั้งแต่ฝ่ายช่าง ปรับปรุงธุรกิจการซ่อมบำรุงอากาศยานเชิงพาณิชย์สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สนามบินอู่ตะเภา

 14.จัดกลุ่มธุรกิจของบริษัทในฝ่ายช่างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์ซ่อม เครื่องบินลำตัวกว้าง 

15.จัดกลุ่มธุรกิจฝ่ายบริการภาคพื้น ปรับรูปแบบกระบวนการทำงานของพนักงานในฝ่ายภาคพื้นให้มีประสิทธิภาพ ลดไขมัน ความอุ้ยอ้าย

16.จัดกลุ่มธุรกิจฝ่ายบริการภาคพื้นโดยปรับปรุงบริการห้องรับรองพิเศษ และห้องฉุกเฉินในภาวะไม่ปกติ 

17.จัดทำกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจการพาณิชย์สินค้าและไปรษณีย์ภัณฑ์ 

18.จัดกลุ่มธุรกิจการพาณิชย์สินค้าและไปรษณีย์ภัณฑ์ใหม่ให้สามารถแจ่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

19. ศึกษาแนวทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตของ กลุ่ม Business Unit ใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

20.เพิ่มประสิทธิภาพครัวการบินเพื่อให้ผลการดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในการเสริ์ฟอาหารร้อน บนเครื่องบิน

21.ควรดำเนินการทำครัวการบินไทยให้เป็น Smart Kitchen 4.0 

22.จัดกลุ่มธุรกิจของครัวการบิน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยว

23.ควรจัดครัวการบินไทยในสาขา สถานีต่างๆใหม่เพื่อสามารถทำกำไรให้สูง

อย่างไรก็ดี ทางออกที่การบินไทยต้องเลือกเดิน ไม่เพียงแต่การบินไทยเท่านั้นที่ตัดสินใจได้ เพราะในฐานะองค์กรรัฐวิสาหกิจ การบินไทยยังจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจาก คนร. ดังนั้นคงต้องลุ้นกันว่า ที่ประชุม คนร.ในวันจันทร์นี้ (18 พ.ค.) จะมีมติปรับแก้มติเดิม ยกเลิกให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ และผลักดันข้อเสนอสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย หรือไม่