การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 กลายเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจโลกปีนี้ถดถอยหนัก หลังจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกพุ่งไม่หยุดจ่อทะลุ 3 ล้านคน และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วเกือบ 2 แสนคน
ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบหยุดชะงัก เพราะแต่ละประเทศใช้มาตรการเข้มเพื่อหวังยับยั้งการระบาดของโรค เริ่มตั้งแต่จีนซึ่งพบผู้ป่วยเป็นที่แรก ต้องประกาศปิดประเทศในช่วงที่มีการระบาดหนัก ซึ่งแน่นอนว่ากระทบไปทั้งโลก เพราะจีนถือเป็นฐานการผลิตสำคัญในแทบทุกอุตสาหกรรม
แม้ขณะนี้สถานการณ์ในจีนเริ่มคลี่คลาย ภาคการผลิตทยอยกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง แต่อีกหลายประเทศยังวิกฤต โดยเฉพาะในฝั่งยุโรปและสหรัฐ ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นเรื่องน่ายินดี หลังจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มมีการล็อกดาวน์และประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
ขณะที่ในมุมของภาคธุรกิจยังน่าเป็นห่วง หลายอุตสาหกรรมเจ็บหนัก หลังธุรกิจต้องหยุดชะงัก ค้าขายไม่ได้ จนขาดสภาพคล่อง นำไปสู่การปรับลดเงินเดือน ลดพนักงาน จนถึงขั้นต้องปิดกิจการมีให้เห็นไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายๆ เล็กที่สายปานสั้น
ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA โดย “จรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยอมรับว่า ตั้งแต่ทำธุรกิจมาปีนี้ถือว่าท้าทายมากที่สุด หลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยากจะคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อไหร่
โดยธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหลังลูกค้าไม่สามารถเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่โรงงานได้ กลุ่มหลักที่หายไป คือ จีน ตั้งแต่จีนปิดประเทศ แต่ยังติดต่อกันโดยตลอด บริษัทใช้โดรนถ่ายรูปที่ดินส่งไปให้ดู และแม้ว่าลูกค้าบางรายจะขอเลื่อนการเซ็นสัญญาออกไป แต่ไม่มีรายใดยกเลิก
อีกมุมหนึ่ง เธอ บอกว่า ตั้งแต่เกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ตามด้วยการระบาดของโควิด-19 มีลูกค้าติดต่อเข้ามาเยอะ สนใจซื้อที่ดินในประเทศไทยเพื่อตั้งโรงงาน เพราะต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อกระจายความเสี่ยง คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากช่วงนี้ยังติดปัญหาเรื่องการเดินทาง
โดยยังมั่นใจว่ายอดขายที่ดินปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่ 1,400 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย 1,200 ไร่ และประเทศเวียดนามอีก 200 ไร่
ส่วนธุรกิจโลจิสติกส์กลับได้ผลบวกจากการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากลูกค้าหลักอยู่ในกลุ่มอีคอมเมิร์ซ, สินค้าอุปโภคบริโภค, เฮลท์แคร์ ซึ่งยอดขายออนไลน์พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังมีการประกาสล็อกดาวน์ทำให้คนไม่ออกจากบ้าน
หลายบริษัทที่เป็นลูกค้ายอดขายพุ่งขึ้นถึง 300% ทำให้มีความต้องการใช้พื้นที่เช่าคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ามากขึ้น โดยคาดว่าพื้นที่เช่าคลังสินค้าในปี 2563 จะเพิ่มขึ้นราว 2-2.5 แสนตารางเมตร รวมเป็น 2.6 ล้านตารางเมตร ในสิ้นปี
ด้านธุรกิจให้บริการสาธารณูปโภคแทบไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด โดยตั้งเป้าปีนี้จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 6% รวมเป็น 591 เมกะวัตต์ ส่วนน้ำประปาถูกกระทบจากภัยแล้งเมื่อต้นปี ซึ่งหลายภาคส่วนมีการรณรงค์ลดการใช้น้ำลง 10% บริษัทจึงขอความร่วมมือไปยังลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม
ปรากฏว่าไตรมาส 1 ที่ผ่านมา สามารถลดการใช้น้ำไปได้ 6.8% ไม่ถึง 10% เนื่องจากมีโรงงานเปิดใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกค้ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมฯ หลายบริษัทออเดอร์เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว หลังจีนปิดประเทศ ทำให้โรงงานต้องเร่งผลิตสินค้า หนุนให้ความต้องการใช้น้ำใช้ไฟเพิ่มขึ้นไปด้วย
ส่วนธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม ยังเดินหน้าตามแผนเป็นหน่วยที่จะสนับสนุนการทำงานของทุกธุรกิจ ปีนี้รอความคืบหน้าในการพัฒนาโครงข่าย 5จี โดยระหว่างนี้อยู่ระหว่างพูดคุยกับโอเปอเรเตอร์มือถือทุกค่ายเพื่อทดสอบแซนด์บ็อกซ์ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
“ทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจเราเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ไม่ใช่ว่าเพราะโควิด แต่เพราะเราเห็นว่าเทรนด์ของโลกจะเปลี่ยนไป ต้องใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซจะโตมาก ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ต้องทำให้สำเร็จ เพื่อตอบโจทย์อนาคต วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนเพื่อพิสูจน์ว่าเราเดินมาถูกทางหรือเปล่า”
เธอ ทิ้งทายว่า ยังมั่นใจว่าผลประกอบการปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายรายได้เติบโต 15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 1.3 หมื่นล้านบาท เพราะเป็นตัวเลขที่ได้ทบทวนลงมาแล้วภายใต้การระบาดของโควิด-19









