โครงการประกันรายได้เกษตรกรได้ดำเนินการมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว โดยในส่วนของการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง กำลังเข้าสู่ ระยะที่ 2 แต่พบว่า สถานการณ์ดำเนินงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมากจากปัจจัยต่างๆ ส่งผลกระทบต่องบประมาณที่ต้องใช้ดำเนินโครงการด้วย
ประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.เตรียมทำโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 วงเงิน 42,000 ล้านบาท คณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ (กนย.) หลังจากที่ผ่านมาตั้งไว้เบื้องต้นที่ 35,000 ล้านบาท แต่หลังเตรียมทำโครงการฯมีเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียนในส่วนของเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หรือผู้ถือบัตรสีชมพูแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับ กยท.เป็นจำนวนมากถึง 5.7 ล้านไร่ จากเดิมเมื่อรัฐบาลดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 มีเกษตรกรถือบัตรสีชมพูไม่ถึง 5 ล้านไร่
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิและราคายางที่ตกต่ำลง จากราคาน้ำมันตกต่ำ และการระบาดของโควิด-19 ทำให้ตลาดไม่สามารถส่งออกได้ การผลิตจากทั่วโลกที่ต้องใช้ยางเป็นวัตถุดิบหยุดชะงัก ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมในการส่งออก (เซส) 2 บาทต่อกิโลกรัม(ก.ก.) ในช่วงต.ค.2562-กลางเม.ย.2563 หรือประมาณ 7 เดือนเก็บได้วงเงิน 4,665 ล้านบาทซึ่งถือว่าใกล้เคียงปี 2562 ที่ทั้งปีเก็บเงินเซส 8,116 ล้านบาท
“หลังจากรัฐบาลมีการประกันรายได้ราคายางพารา 60 บาทต่อกิโลกรัม และเปิดให้เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ส่งผลให้เกษตรกรกลุ่มที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มมากกว่า 1.14 แสนราย"
หากคิดเป็นพื้นที่ปลูกยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ เพิ่มเป็น 1.917 ล้านไร่ โดยล่าสุดพื้นที่ปลูกยางไม่มีเอกสารสิทธิ เพิ่มเป็น 5.77 ล้านไร่ หรือจำนวน 3.86 แสนราย จากเมื่อปี 2562 รัฐบาลมีการดำเนินโครงการประกันรายได้ชาวสวนระยะที่ 1 มีกลุ่มที่ไม่มีเอกสารสิทธิเพียง 3.87 ล้านไร่ หรือจำนวน 2.72 แสนรายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งบประมาณ จากระยะที่ 1 ใช้เพียง 2.5 หมื่นล้าน เพิ่มเป็น 4.2 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.7 หมื่นล้านบาทในระยะที่ 2
โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2ดังกล่าวจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) พิจารณาก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา คาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินให้เกษตรกรได้ประมาณเดือน พ.ค. เป็นต้นไป
นอกจากนี้เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโควิด 19 กยท.มีนโยบายที่สามารถดำเนินการได้ทันที ประกอบด้วยโครงการพักชำระหนี้และงดดอกเบี้ย ให้กับเกษตรกร จำนวน 4,841 ราย 216 ล้านบาท เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย วงเงิน 200 ล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.7 ล้านราย 42,000 ล้านบาท
โครงการพักชำระหนี้และงดดอกเบี้ยให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 822 ราย วงเงิน 418 ล้านบาทเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 300 ล้านบาท โครงการชะลอการขายยางของเกษตรกร 1.5 ล้านราย 150,000 ตัน โครงการพัฒนาความร่วมมือการผลิตและการตลาดภาคอุตสาหกรรมยางพารา หรือจำนำหมอนยางที่ผลิตไปแล้ว โดยนำมาแปลงสินทรัพย์เป็นทุน วงเงิน 5 หมื่นบาท
การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยางพารา ของวิสาหกิจชุมชน เช่น ร่มกันฝน หน้ากากและสิ่งอำนวยความปลอดภัย คมนาคม จำนวน 1,500 รายผู้ประกอบกิจการยางโครงการพักชำระหนี้และลดดอกเบี้ย จำนวน 26 ราย มูลค่า 28 ล้านบาทเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 150 ล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับปรุงอัตราการปลูกแทนสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน คณะกรรมการการยางแห่งประเทศ (บอร์ด) ได้เห็นชอบกำหนดอัตราการจ่ายเงินเพื่อการปลูกแทน ใน 3 รูปแบบ วงเงินไร่ละ 1.6 หมื่นบาทลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 5 รูปแบบ เช่น การปลูกยางพันธุ์ดีโดยจะปรับปรุงปัจจัยการผลิตกรณีปลูกด้วยยางชำถุง ปลูกด้วยต้นกล้า และติดตาในแปลง ระยะเวลาส่งเสริม ปลูกแทน 6 ปีครึ่ง จะมีการจ่ายเงินที่ปรับปรุงใหม่ ด้วยการเพิ่มค่าแรงในการบำรุงรักษาสวน จากเดิม130 บาทต่อแรงเป็น150 บาทต่อแรง เพิ่มค่าพันธุ์จากเดิมต้นละ 18 บาท เป็น 20 บาท และปรับลดค่าปุ๋ยจากเดิมกิโลกรัมละ 20 บาทเป็น 17 บาท จะปรับลดระยะเวลาในการส่งเสริมการปลูกแทนจากเดิม 3 ปีครึ่ง เป็น 2 ปีครึ่ง









