Covid-19 หากตัวเลขยังทรงระดับต่ำต่อไปคาดว่ารัฐบาลจะประกาศผ่อนปรนมาตรการ Lockdown ซึ่งเป็นบวกต่อภาวะเศรษฐกิจในช่วงถัดไปรวมถึงเป็นบวกต่อแนวโน้มการลงทุน
ตลาดหุ้นวานนี้
SET วานนี้ปรับตัวขึ้นปิดที่ 1,236 จุด (+8.75 จุด) หรือ +0.71% ด้วย Volume ซื้อขาย 4.9 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนคลายกังวลสถานการณ์ไวรัส Covid-19 ในประเทศที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 28 ราย ต่ำสุดในรอบ 1 เดือน ส่งผลให้มีแรงซื้อในกลุ่มโรงแรม, Trans และ Comm ประกอบกับได้แรงซื้อในกลุ่ม Fin ที่ได้ประโยชน์มาตรการรัฐ Soft loan หนุนให้ดัชนีสามารถยืนปิดในแดนบวก อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิ 2,066 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 155 ล้านบาท รวมถึง Net Long TFEX 1,438 สัญญา
แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้
เรามีมุมมองเป็นกลาง-บวกคาด SET ปรับตัวขึ้นทดสอบ 1,240 – 1,250 จุดก่อนจะสลับอ่อนตัว เนื่องจากได้แรงหนุนจากสถานการณ์ Covid-19 ในประเทศที่ผ่อนคลายหลังยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเพียง 28 ราย รวมเป็น 2,579 ราย ซึ่งหากตัวเลขยังทรงระดับต่ำต่อไปคาดว่ารัฐบาลจะประกาศผ่อนปรนมาตรการ Lockdown ซึ่งเป็นบวกต่อภาวะเศรษฐกิจในช่วงถัดไปรวมถึงเป็นบวกต่อแนวโน้มการลงทุน อย่างไรก็ตามคาดว่าดัชนีจะมีแรงขายสลับกดดันจากความกังวลตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวลงหลังยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตไวรัส Covid-19 ของสหรัฐพุ่งขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐรวมถึงรายได้/กำไรของบริษัทจดทะเบียน ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงจากความกังวลด้าน Demand ที่ชะลอตัวตามมาตรการ Lockdown ของหลายประเทศจะเป็นลบต่อกลุ่มพลังงาน
** วันนี้ติดตามการประชุม ครม.ลุ้นออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการรับมือด้านภัยแล้ง
กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy
- กลุ่มค้าปลีก (CRC, HMPRO, GLOBAL, COM7) และกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม (AOT, CENTEL, MINT, ERW) อานิสงส์ยอดผู้ติดเชื้อ Covid-19 ในไทยชะลอตัวลงต่อเนื่อง
- กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ค่อนข้างน้อย ICT (ADVANC, INTUCH, DTAC) และกลุ่มอาหาร (CPF)
- กลุ่มหุ้น Defensive ที่มีรายได้สม่ำเสมอ GPSC, BGRIM, GULF, BCPG
หุ้นแนะนำวันนี้
- ADVANC (ปิด 194.5 ซื้อ/เป้า 244) ราคาหุ้นลดลงจากความกังวลกลุ่มเทมาเสกเทขาย แต่ปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยน ผลกำไรยังทรงตัวในระดับสูง ได้รับลกระทบจาก Covid-19 น้อยที่สุด ราคาลดลงจึงเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ
- CPF (ปิด 25.75 ซื้อ/เป้า 32.75) คาดกำไรสุทธิ 1Q20 โตโดดเด่นสวนทางกับกลุ่มธุรกิจอื่นๆที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 เบื้องต้นคาดมีกำไรสุทธิ 1Q20 ประมาณ 5 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 20%qoq และ 52%yoy
บทวิเคราะห์วันนี้
CPF (ปิด 25.75 ซื้อ/เป้า 32.75), Property sector (Top pick: LH)
ประเด็นสำคัญวันนี้
- (-) ดาวโจนส์ร่วง 329 จุด นักลงทุนเทขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงก่อนที่บริษัทจดทะเบียนจะเริ่มทยอยประกาศงบ 1Q20 (คาดงบไม่ดีจากผลกระทบของ Covid-19): ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 329 จุด (-1.39%) ปิดที่ระดับ 23,391 จุด เนื่องจากนักลงทุนยังวิตกกังวลกับการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในรัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของสหรัฐโดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตในรัฐนี้พุ่งเกิน 10,000 รายคิดเป็น 42% ของจำนวนผู้เสียชีวิตในสหรัฐทั้งหมด และที่สำคัญนักลงทุนส่วนหนึ่งเทขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคารซึ่งจะทยอยประกาศงบ 1Q20 ตั้งแต่สัปดาห์นี้ โดยหุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ลดลง 3.7% หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ ลดลง 3.6% หุ้นเจพีมอร์แกน เชส ลดลง 4.4% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ ลดลง 2.7% หุ้นธนาคารเวลส์ ฟาร์โก ลดลง 5.3% และหุ้นซิตี้กรุ๊ป ลดลง 1.5%
- (-) ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง 35 เซนต์ โกลแมน แซคส์ เตือนราคาน้ำมันดิบมีโอกาสลดลงอีกหลัง OPEC+ ลดกำลังการผลิตน้อยเกินไป: ราคาน้ำมันดิบ WTI ยังเคลื่อนไหวผันผวนในทิศทางลงแม้ช่วยแรกจะปรับตัวขึ้นประมาณ 1.8$/bbl รับข่าว OPEC+ ปรับลดกำลังการผลิต 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ถัดมาราคาน้ำมันดิบก็ปรับตัวลงและปิดตลาดในแดนลบ หลังจากที่ โกลแมน แซคส์ ออกมาคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงอีกในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าจากตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบที่จะพุ่งขึ้นหลังดีมานด์ชะลอตัวซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการ lockdown และ กลุ่ม OPEC+ ลดกำลังการผลิตน้อยเกินไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดตลาดลดลงไป 35 เซนต์ (-1.5%) ปิดที่ระดับ 22.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เราคงมุมมองเดิมคาดระยะสั้นราคาน้ำมันดิบจะ Sideway ในกรอบ 23-26$/bbl เพื่อรอความชัดเจนจากการปรับลดกำลังการผลิตของประเทศนอก OPEC+
- (+/-) กลุ่มอสังหาฯ - ให้น้ำหนักแค่ Neutral ยอดเปิดโครงการใหม่ยังลดลง ขณะที่ยอด Take-up rate ลดลงต่ำกว่าช่ว่งวิกฤติ Subprime: จากข้อมูลของ เอเจนซี่ภาคอสังหาฯ (AREA) พบว่ากิจกรรมการเปิดตัวโครงการใหม่ และอัตรายอดขาย (Take-up rate) ในเดือน มี.ค.ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนโครงการที่เปิดขายใหม่เพียง 6,002 units ลดลง 2%mom และ 47%yoy ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 หรือคิดเป็นยอดเปิดขายเฉลี่ยเพียง 5,000 units ต่อเดือน ลดลง 50% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในภาวะปกติที่ระดับ 10,000 Units ต่อเดือน เข่นเดียวกับยอด Presale ของโครงการใหม่ที่ทำได้เพียง 443 units ลดลงจาก 1,223 Units ในเดือน ก.พ.ส่งผลให้อัตรายอดขาย (Take-up rate) ลดลงสู่ระดับ 7.4% จาก 19.9% ในเดือนก่อนหน้า และนับเป็นอัตรายอดขายต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติ subprime เมื่อปี 2008 (Take-up rate =8.9%) ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการ lockdown เศรษฐกิจชะลอตัว และการออกเกณฑ์ LTV ของแบงก์ชาติ อย่างไรก็ตามเรามองว่าราคาหุ้นที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนปัจจัยลบนี้ไปบ้างแล้ว ดังจะเห็นได้จาก Valuation ของหุ้นในกลุ่มปรับตัวลงสู่ระดับต่ำ (PBV ต่ำกว่า 1 และ Dividend yield เฉลี่ยมากกว่า 6%) เราจึงให้น้ำหนักเป็น Neutral โดยเลือก LH ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบน (ได้รับผลกระทบน้อย) เป็น Top pick ของกลุ่ม








