3 สิ่งที่จะทำให้ตลาดหุ้นและภาวะเศรษฐกิจ ที่มีทิศทางแกว่งตัวลงอยู่ในขณะนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ได้แก่ การแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มมีสัญญาณควบคุมได้ ราคาน้ำมันกลับมามีเสถียรภาพ และมีการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก
นับตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ธนาคารกลางสำคัญในต่างประเทศแห่ลดดอกเบี้ย และอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เสี่ยงภาวะถดถอยจาก COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก
โดยในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เซอร์ไพรส์ลดดอกเบี้ยลงฉุกเฉินถึง 2 ครั้ง รวม 1.50% มาสู่ระดับ 0.00-0.25% ซึ่งเป็น ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมออกวงเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์
ขณะที่การประชุมธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) สัปดาห์ที่แล้ว ประกาศเพิ่มวงเงิน QE 1.2 แสนล้านยูโร และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เรียกประชุมฉุกเฉิน ในต้นสัปดาห์นี้ โดยมีมติเพิ่มเป้าหมายการซื้อพันธบัตรเพิ่มอีก 2 ล้านล้านเยน และใช้กลไกการปล่อยเงินกู้ใหม่ให้บริษัทเอกชน
อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายนโยบายการเงินครั้งนี้กลับไม่สามารถชะลอแรงเท ขายหุ้น หรือส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในทันที เนื่องจากคนขาดความเชื่อมั่นต่อ เศรษฐกิจไปแล้ว เพราะฉะนั้นตลาดหุ้นทั่วโลกในระยะสั้นยังมีความผันผวนสูง ในทิศทางแกว่งตัวลงอยู่จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
1.ต้นเหตุ คือ การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะเริ่มมีสัญญาณควบคุมได้ โดยเฉพาะในสหรัฐ และยุโรป ถึงแม้มาตรการสกัดการแพร่ระบาดของหลายประเทศ จะมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เช่น การประกาศภาวะฉุกเฉิน และการปิดประเทศ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในระยะสั้น แต่จะส่งผลดีใน ระยะถัดไป เพราะจะช่วยสร้างความหวัง ว่าการแพร่ระบาดจะจบได้เร็วเหมือนประเทศจีนและเกาหลีใต้
2.มีการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก เช่น การออกมาตรการลดภาษี หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มากพอ ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมากท่ามกลางขีด ความสามารถของนโยบายการเงินเริ่มจำกัด และด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ โดยนโยบายการคลังของไทยยังมีขีดความสามารถสูง เมื่อพิจารณาจากระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของประเทศที่อยู่เพียง 40% ต้นๆ เทียบกับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของต่างประเทศทั่วโลกที่เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 58% (หรืออยู่ในระดับ Percentile ที่ประมาณ 30%)
โดยมาตรการจำเป็นที่เรามองว่าต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการและบรรเทาผลกระทบของประชาชน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเติม สภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและประคองไม่ให้เกิดการเลิกจ้างงาน เพราะหากเกิดการเลิกจ้างจำนวนมาก จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคในระยะยาว และเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ช้า ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องเร่งรัดโครงการลงทุนต่างๆ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง
3.ราคาน้ำมันกลับมามีเสถียรภาพ เหตุผลหนึ่งที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยโดยรวมไม่เติบโต 2 ปีซ้อน คือ ความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซียจะต้องกลับมาเจรจาลดปริมาณการผลิตน้ำมัน เพื่อช่วยให้ราคาน้ำมันฟื้นตัว และลดความเสี่ยงที่ผู้ผลิต Shale Oil ในสหรัฐจะ ผิดนัดชำระหนี้ด้วย
สำหรับตลาดหุ้นไทยปีนี้ปรับตัวลดลงแรงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยลงมากกว่า 30% แล้วเมื่อเทียบจากต้นปี และลงมากว่า 40% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดของดัชนีหุ้นไทยที่ 1,850 จุด ในช่วงต้นปี 2561 จึงกล่าวได้ว่าตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะหมี (Bear Market) อย่างเต็มตัวแล้ว ถึงแม้การคาดการณ์จุดต่ำสุดในขณะนี้ทำได้ยาก เพราะจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดว่าจะสามารถควบคุมได้เร็วเพียงใด
แต่เรายังคงมุมมองระดับดัชนีหุ้นไทย หรือ SET Index ที่ประมาณ 1,000 จุดต้นๆ หรือต่ำกว่า เป็นจังหวะที่ดีมากในการเข้าลงทุนสำหรับการลงทุนระยะยาว เพียงแต่เราแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมแบบแบ่งซื้อในช่วงตลาดผันผวน เพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยเกาะไปกับราคาตลาดให้มากที่สุด
เราเน้นหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่ราคาปรับตัวลงมามาก มี Upside มากกว่า 40% ซึ่งเราเชื่อว่านอกจากจะสามารถฟันฝ่าสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้แล้ว คาดจะเป็นเป้าลงทุนหลักของกองทุน SSF พิเศษที่จะเริ่มขายและลงทุนได้ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป แนะนำ AOT, BAM, BDMS, BTS, CPALL และ VGI
นอกจากนี้เรายังมองเป็นโอกาสในการ เก็บหุ้นปันผลดีด้วย แนะนำ AP, BTSGIF, DIF, INTUCH, KKP, SABINA, SPALI และ TVO









