วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"Healthcare" sector (12 มี.ค.63)

แนวโน้มอ่อนแอลงจากผลกระทบของ COVID-19

Event

ผลกระทบของ COVID-19 ต่อแนวโน้มกลุ่มโรงพยาบาล

lmpact

การระบาดของ COVID-19 ส่งผลลบต่อโรงพยาบาลบางแห่ง

เนื่องจาก COVID-19 ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง เราจึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยในปีนี้จะลดลง 32% YoY เหลือ 27.2 ล้านคน ทำให้คาดว่าโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติน่าจะถูกกระทบจากโรคระบาดรอบนี้ เพราะผู้ป่วยต่างชาติอาจจะพบข้อจำกัดในการเดินทางมาประเทศไทยในช่วงที่เกิดการระบาด ซึ่งความหนักเบาของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายได้ของแต่ละโรงพยาบาล เราคาดว่า BH จะถูกกระทบอย่างหนักในปีนี้ เพราะมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูงถึง 66% รองลงมาคือ BDMS (30%), BCH (14%) และ EKH (10%) ในขณะที่ CHG
และ LPH ดูดีกว่าเพื่อน เพราะมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติต่ำ (ไม่ถึง 5%)

สำนักงานประกันสังคม (SSO) ขึ้นค่ารักษาพยาบาลอีก 9.7% ตั้งแต่ปี 2563

คณะกรรมการของ SSO อนุมัติให้ขึ้นค่ารักษาพยาบาลปี 2563 สำหรับ i) ค่ารักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานรายหัวอีก 140 บาท/ราย เป็น 1,640 บาท (+9.3% จาก 1,500 บาทในปี 2562) ii) “High Cost Care” (HCC) เป็น 746 บาท/ราย/ปี (+16.6%) และ iii) โรครื้อรัง 26 โรคเป็น 453 บาท/ราย/ปี (+1.3%) (Figure 2) ซึ่งเท่ากับมีการปรับขึ้นอัตราค่ารักษาพยาบาลหลักสามรายการ 9.7% เป็น 2,839 บาท (จากเดิมที่ 2,587 บาท) อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการปรับอัตราค่ารักษาพยาบาลส่วนหลัก ๆ จะมาจากการปรับค่ารักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานรายหัว นอกจากนี้ เราคาดว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่มีการรักษา HCC จะได้อานิสงส์จากการปรับการจ่ายเงินของ SSO เมื่อเทียบกับสามปีที่ผ่านมา (2560-62) ทั้งนี้ SSO ยังคงมีงบไม่พอจ่ายค่ารักษา HCC ให้กับโรงพยาบาลใน 4Q62 เพราะ SSO ปรับลดอัตราการจ่ายที่ commit ลงจาก 12,800 บาท/RW เหลือ 10,200 บาทในปี 2560 เหลือ 8,100 บาทในปี 2561 และเหลือ 7,100 บาทในปี 2562 ในปัจจุบัน เรามองบวกมากขึ้นกับแนวโน้มการจ่ายค่า HCC ในอีกสองสามปีข้างหน้า เพราะเราคาดว่างบใหม่ของ SSO จะพอจ่ายสำหรับปี 2563-64 (Figure 3)

ปรับลดประมาณการกำไรปี 2563-64F ลง 5-27%

ตามประมาณการของเรา โรงพยาบาลที่มีฐานผู้ป่วยประกันสังคมจะปลอดภัยกว่า เนื่องจากมีการปรับขึ้นอัตราค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยอีก 9.7% ในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลที่มีรายได้จากการที่ผู้ป่วยต่างชาติบินมารักษาจะถูกกระทบจากการที่ COVID-19 ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลก เราปรับลด
ประมาณการกำไรสุทธิของ BH ปี 2563F ลงมาอยู่ที่ 3.17 พันล้านบาท (-15.5% YoY) และปี 2564F มาอยู่ที่ 3.35 พันล้านบาท (+5.7% YoY) เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของ BDMS ปี 2563F ลงมาอยู่ที่ 1.19 พันล้านบาท (-46.8% YoY) และปี 2564F มาอยู่ที่ 1.36 พันล้านบาท (+4.9% YoY) และเราก็ยังปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของ BCH ปี 2563F มาอยู่ที่ 1.19 พันล้านบาท (+5.5% YoY) และปี 2564F มาอยู่ที่ 1.36 พันล้านบาท (+13.9% YoY) ส่วนในกรณีของ CHG เราคาดว่ากำไรสุทธิปี 2563F จะอยู่ที่ 872 ล้านบาท (+23.7% YoY) และปี 2564F จะอยู่ที่ 938 ล้านบาท (+7.6% YoY) นอกจากนี้ เราคาดว่ากำไรสุทธิของ EKH ในปี 2563F จะอยู่ที่ 170 ล้านบาท (+6.2% YoY) และปี 2564F จะอยู่ที่ 188 ล้านบาท (+10.4% YoY) ในขณะที่คาดว่ากำไรสุทธิของ LPH ในปี 2563F จะอยู่ที่ 110 ล้านบาท (ทรงตัว YoY) และปี 2564F จะอยู่ที่ 127 ล้านบาท (+15.6% YoY)

Valuation & Action

ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในภาพรวมปรับตัวลดลงมาตั้งแต่ 4Q62 นอกจากนี้ ภายหลังจากเราปรับสมมติฐาน และลดประมาณการกำไรปี 2563-64 ลงแล้ว เราได้ปรับลดราคาเป้าหมายลง 3.2-6.7% ส่วนในขณะนี้ เรายังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลของไทยที่ Neutral และเลือก CHG เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม และให้ราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 3.20 บาท

Risks

การระบาดของ COVID-19 เสถียรภาพทางการเมืองของไทย เกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ และเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้